ศิษย์ของสำนักซางอวี่ผู้หนึ่งกล่าวขึ้น “แม่นางผู้นี้ช่างโชคร้ายยิ่งนัก การประลองครั้งแรกก็ต้องมาเจอคู่ต่อสู้อย่างศิษย์พี่จื่อรุ่ยเสียแล้ว นางต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน”
“ใช่แล้ว! การประลองครั้งนี้ไม่ต้องพะวงแม้แต่น้อย”
ทว่าพวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าการโจมตีของปรมาจารย์ภูตระดับสามนั้น มู่เฉียนซีสามารถหลบได้อย่างง่ายดาย
ทุกผู้คนผงะไปตาม ๆ กัน
“ปรมาจารย์ภูตระดับสอง สวรรค์โปรด! ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่ ?”
“สาวน้อยผู้นี้ดู ๆ แล้วนางอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ดเท่านั้น ใครเลยจะคิดว่านางมีพลังวิญญาณเป็นถึงปรมาจารย์ภูต”
หากลองถามผู้ฝึกตนที่มีรุ่นราวคราวเดียวกับนาง ต่อให้พยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อฝึกฝน อย่างมากก็เป็นได้เพียงแค่ระดับจอมภูต
“เป็นปรมาจารย์ภูตที่อายุน้อยอย่างมาก!” ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักระดับหนึ่งอย่างสำนักอวิ๋นเยียนสุดแสนประหลาดใจ ต่อให้เป็นสำนักอวิ๋นเยียนของพวกเขา หญิงสาวที่มีพรสวรรค์เช่นนี้นับว่าหาได้ยากมาก นับประสาอะไรกับสำนักครึ่งระดับเช่นนี้
มุมปากฉื่อเอี้ยนยกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้ม “เดิมทีการมาที่เซี่ยโจวในครานี้ก็เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอเหยื่อดี ๆ”
มู่เฉียนซีที่หลบหลีกการโจมตีของเฉิงจื่อรุ่ยในเวลานี้รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่กำลังกักขังนางเอาไว้ เมื่อนางมองย้อนกลับไป เห็นศิษย์สำนักระดับหนึ่งผู้นั้นกำลังจ้องมองนาง สายตาราวกับจ้องมองเหยื่อก็มิปาน
การแสดงออกของมู่เฉีย