มู่เฉียนซีถามว่า “ท่านอาเป็นอะไรไป ?”
“เรื่องปิ่นปักผม เจ้าอย่าไปสนใจเลย อย่าไปจวนเยี่ยอ๋องอีกเลย”
เขารู้สึกว่าการที่หลานสาวของตนเองไปที่จวนเยี่ยอ๋อง นั่นเป็นการที่หมาป่าเข้าไปในปากของพยัคฆ์ ในเมื่อชายผู้นั้นสามารถหลอกเอาปิ่นปักผมของซีเอ๋อร์ไปได้โดยไร้ร่องรอยใด ๆ เขาคงไม่ส่งปิ่นปักผมคืนมาให้ง่าย ๆ
ทว่ามู่อวู่ซวง เขาไม่รู้เลยว่าแม้มู่เฉียนซีจะไม่ไปตําหนักเยี่ยอ๋อง แต่องค์ชายเยี่ยก็แวะเวียนมาเยี่ยมนางทุกคืน
มู่เฉียนซีถอนหายใจด้วยความโล่งอกพลางกล่าว “เช่นนั้นก็ตามที่ท่านอาว่า”
ความจริงแล้วถ้าหากนางไปขอปิ่นปักผมที่ตำหนักเยี่ยอ๋องจริง ๆ นางก็ไม่แน่ใจว่าจะนำมันกลับมาได้ เพราะเมื่อคืนจิ่วเยี่ยบอกว่ามันมีประโยชน์ต่อเขาอย่างมาก
หลังจากมู่เฉียนซีเข้าสู่วัยที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ใหญ่ นางก็มีอํานาจเต็มที่ที่จะควบคุมตระกูลมู่ ผู้เฒ่าใหญ่ที่ถูกคุมขังมาเกือบครึ่งเดือนนั้นก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
ผู้อาวุโสสูงสุดกล่าวเสียงต่ำ “อย่าให้มู่เฉียนซีหยิ่งยโสเช่นนี้ต่อไปอีกเลย หากเป็นเช่นนี้ต่อไปพวกเราจะซวยเอาได้”
“ใช่! นางมีสิทธิ์อะไร พวกเราสู้เพื่อตระกูลมู่มาครึ่งชีวิต สุดท้ายนางมาขับไล่ให้พวกเราจากไปอย่างไร้ประโยชน์”
“ใช่!…”
“ดูท่าจะถึงเวลาลงมือแล้ว”
จวนสกุลมู่สงบลงได้ไม่นาน ลูกหลานตระกูลมู่ทั้งหมดกลับมายังจวนสกุลมู่ เหล่าผู้เฒ่าผู้อาวุโสต่างแดนและมัคนายกทั้งหลาย ไม่มีตกหล่นแม้แต่คนเดียว
ผู้อาวุโสสูงสุดก