กเขาต่างร้องโอดครวญอย่างต่อเนื่องด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวยิ่ง
อย่างไรก็ตาม จำนวนคนของตระกูลมู่มีน้อยกว่าพวกมันมาก ซ้ำร้ายบางคนยังหนีออกมาจากวงล้อมนั้นได้ แล้วพุ่งเข้ามาหามู่เฉียนซีทันที คนแรกที่เข้าถึงมู่เฉียนซีได้คือฮั่วอู๋จี๋
ฮั่วอู๋จี๋กล่าวอย่างกรุ่นโกรธ “บัดซบ! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้มาล้วงคองูเห่าอย่างข้า เจ้ามันบังอาจยิ่งนัก!”
— ตูม! —
เสี่ยวหงกับอู๋ตี้พุ่งพรวดเข้าไปสกัดฮั่วอู๋จี๋เอาไว้
สีหน้าของมู่เฉียนซีในตอนนี้นั้นเคร่งเครียดเล็กน้อย ต่อให้ทั้งสองแข็งแกร่งพอที่จะรับมือได้ ทว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอีกสักพักย่อมไม่ดีแน่ ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้เจอกับหม้อเทพนิรันดร์ หากยอมแพ้ไปง่าย ๆ ย่อมไม่มีผู้ใดสบายใจ
จวินโม่ซีกล่าวขึ้น “สาวน้อย เจ้าลองดูว่าสามารถทำพันธสัญญากับมันได้หรือไม่ ไม่ว่ามันจะเป็นหม้อเทพนิรันดร์หรือไม่ก็ต้องลองดู ขอเพียงแค่เจ้าทำพันธสัญญากับมันได้ เจ้าก็เอามันไว้ในพื้นที่ของเจ้าได้ หลังจากนั้นเราค่อยถอยกัน”
มู่เฉียนซีกล่าว “ทำพันธสัญญาด้วยเลือดรึ ? อย่างไรก็ต้องลอง ดีกว่าปล่อยให้ตกอยู่ในมือของคนพวกนั้น”
มู่เฉียนซีกรีดแขนตนเอง โลหิตแดงฉานหยดลงในหม้อยา ทันใดนั้นภายในหัวของนางมีเสียงดังก้องขึ้น
“หม้อเทพนิรันดร์น้อมรับนายท่านเป็นนาย พันธสัญญาจงบังเกิด ณ บัดนี้…”
หม้อเทพนิรันดร์ของตนถูกแย่งชิงไปต่อหน้าต่อตา อีกทั้งยังทำพันธสัญญากับคนอื่นอีก เมื่อเห็นแสงสีฟ้ากะพร