“อวิ๋นอ๋องก็เป็นคนประหลาดเช่นกัน แต่ถึงอย่างไร ข้าก็ต้องขอบใจท่าน” มู่เฉียนซีพึมพำ
ซวนหยวนชิงอวิ๋น “เจ้าเรียกชื่อข้าก็พอ ไม่ต้องเรียกข้าว่า ท่าน ด้วย”
มู่เฉียนซียิ้ม “อา… เช่นนั้นเราก็ถือเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกันแล้ว ข้ามู่เฉียนซี ขอฝากเนื้อฝากตัวกับเจ้าด้วยชิงอวิ๋น ไป! เราเข้าไปลุยพร้อมกันเถอะ”
รอยยิ้มอันสดใสของนางแพรวพราวภายใต้แสงสีไข่มุกยามราตรี นี่เป็นครั้งแรกที่ซวนหยวนชิงอวิ๋นได้เห็นรอยยิ้มสดใสไร้การยับยั้งเช่นนี้ เขาพยักหน้าก่อนจะกล่าวว่า “อืม เฉียนซี เราจะต้องออกไปจากที่นี่อย่างปลอดภัย”
มู่เฉียนซีกล่าว ใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ชิงอวิ๋น นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าเรียกชื่อข้า”
ซวนหยวนชิงอวิ๋นก่อนหน้านี้เป็นคนที่ไม่สนใจใยดีผู้อื่น ต่อให้เขาจะสนใจ อย่างมากเขาก็เรียกนางว่าผู้นำตระกูลมู่
“เจ้าก็เหมือนกัน”
นอกจากจิ่วเยี่ย ในราชวงศ์ซวนหยวนก็มีซวนหยวนชิงอวิ๋นผู้นี้ที่นางรู้สึกเป็นมิตรด้วย ถึงแม้บุรุษผู้นี้จะเคร่งขรึม เย็นชา อีกทั้งยังดูลึกลับ เขาก็ดูแตกต่างไปจากซวนหยวนหลี่เทียน ซวนหยวนหลี่ซาง และซวนหยวนจือฮ่องเต้ผู้เป็นบิดามาก
ในที่สุดทั้งสองก็เดินมาถึงปลายอุโมงค์และได้เจอประตูหินปรากฏอยู่ตรงหน้า มู่เฉียนซีมองไปรอบ ๆ และสูดดมกลิ่น “ฮืม มีบางอย่างอยู่ในแผ่นกั้นนี้” นางหยิบเข็มยาออกมา สอดมันเข้าไปในรอยแตกของประตู เสียงกรอกแกรกดังขึ้น
— ตู้ม! —
ในขณะเดียวกันนั้น ซวนหยวนชิงอวิ๋นหากลของมันเจอ ประ