งของเรามีแต่ความมืดดำ”
โอวหยางจื่อกล่าว โกรธเกรี้ยวไม่แพ้บิดา “ท่านพ่อ ต้องเป็นฝีมือมู่เฉียนซีแน่ ๆ! พวกเราตั้งหลายคนคอยเฝ้าเหว่ยเหว่ยอยู่ ไม่เช่นนั้นนางจะหนีออกไปได้อย่างไร ? มู่เฉียนซีสมควรตาย”
โอวหยางจู “ตอนนี้นางเป็นคู่หมั้นเยี่ยอ๋อง ใครกล้าแตะต้องนาง ? มีข่าวอะไรจากสำนักนิกายเพลิงไฟบ้างหรือไม่ ?”
ดวงตาโอวหยางจื่อฉายแววเศร้าหมอง “เห็นได้ชัดว่าสำนักนิกายเพลิงไฟไม่อยากที่จะต่อสู้กับซวนหยวนจิ่วเยี่ย บุรุษอย่างเยี่ยอ๋อง เห็นทีเวลานี้ไม่อาจหาผู้ใดมาประมือได้”
“บัดซบ!”
……
วันรุ่งขึ้น การแข่งขันคัดเลือกอัจฉริยะยังคงดำเนินต่อไป และอัจฉริยะห้าคนก็มาถึงแล้ว แต่ละคนจะสู้กับคนสี่คนทีละคน ผู้ชนะในแต่ละรอบจะได้คะแนนหนึ่งคะแนน แน่อนว่าผู้ที่คะแนนสูงสุดจะเป็นผู้ชนะเลิศ หากคะแนนเท่ากันให้ต่อสู้กันจนเห็นผลแพ้ชนะ
ผู้ที่ลงสนามคนแรกคือมู่เฉียนซี การแข่งคู่แรก มู่เฉียนซีต้องประลองกับเยวี่ยเจ๋อ
เห็นได้ชัดว่าเมื่อพวกเขาได้รู้ประกาศรายชื่อ ผลการแข่งขันเป็นอันรับรู้แล้วเรียบร้อย และที่จินอู๋ถางก็คงจะไม่มีการพนันเกิดขึ้น เพราะผู้ชนะคือมู่เฉียนซีอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อเดินขึ้นไปบนเวทีประลองยุทธ์ เยวี่ยเจ๋อกล่าวออกมาตามที่คาดไว้ “ข้ายอมแพ้”
มู่เฉียนซีกล่าวตอบ เจ้าไม่อยากวัดพลังกับพี่ใหญ่ของเจ้าหน่อยรึ ?” เยวี่ยเจ๋อกล่าวพลางหัวเราะ “ข้าไม่อยากลงมือกับพี่ใหญ่ และไม่อยากโดนพี่ใหญ่จัดหนัก ยอมแพ้เป็นทางเลือก