นอยู่ในนี้ได้’
“เยี่ยอ๋อง ท่านไม่ใช่…” เมื่อหมอไป๋ได้สบตากับดวงตาอันเย็นยะเยือกของซวนหยวนจิ่วเยี่ยก็พลันหยุดพูด
มู่เฉียนซีกล่าวขึ้นว่า “จิ่วเยี่ยเป็นสหายของข้า ท่านหมอไป๋ไปทำธุระของท่านเถอะ”
หมอไป๋ที่มีอาการหวาดกลัว เหงื่อเย็นผุดเอาผุดเอาจนไหลโชก เมื่อได้ยินมู่เฉียนซีกล่าวก็รู้สึกโล่งราวยกภูเขาออกจากอก
“ชะ… เช่นนั้นข้าต้องขอตัวก่อน”
มู่เฉียนซีพยักหน้า เดินเข้าไปในห้อง กล่าวถามขึ้นว่า “จิ่วเยี่ย ข้าจำได้ว่าห้องรับรองของเจ้าอยู่ห้องข้าง ๆ มิใช่รึ ?”
“ผิดแล้ว มันคือห้องนี้ ข้ามาที่ห้องนี้” จิ่วเยี่ยกล่าวเบา ๆ จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นถามนาง “เจ้าจะไล่ข้ารึ ?”
“อึก! ในเมื่อเจ้ามาแล้ว ข้าจะไล่เจ้าไปได้อย่างไรกันเล่า ? ฮ่า ๆ เจ้าก็ทำตึงเครียดไปได้ วันนี้เจ้าตั้งใจจะมาดูอะไรสนุก ๆ สินะ ดูคนเดียวสนุก แต่ว่าดูสองคนน่าจะสนุกยิ่งกว่า ฮ่า ๆ ๆ” มู่เฉียนซีลอบกลืนน้ำลายลงคอ รีบกล่าวทำทีเป็นเล่นกลบเกลื่อน ถึงอย่างไรนางก็สู้เขามิได้
“ดี”
การประมูลกำลังจะเริ่มขึ้น หัวหน้าการประมูลในครั้งนี้ยังคงเป็นไฉ่ซวน นางโปรยยิ้มอันทรงเสน่ห์ให้บรรดาผู้ร่วมงานประมูลก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ทุกท่าน ข้ามีความยินดีที่ได้มาพบกัน สำหรับวันนี้ ช้าเชื่อว่าเป็นการประมูลที่ทุกคนรอคอยเพราะมันน่าตื่นตาตื่นใจมากที่สุดในแคว้นจื่อเยี่ย การประมูลครั้งนี้เป็นการประมูลสินค้าเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น ทุกท่านคงพอจะทราบกันดีแล้วว่าเป็นส