ียกพลังจอมภูตออกมาเพื่อดับไฟ เขาถึงกับเสียพลังไปมาก แต่ถึงกระนั้น จวนโอวหยางก็มอดไหม้ไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่ง กล่าวได้ว่าจวนโอวหยางได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ดูเหมือนว่าตอนนี้ตระกูลโอวหยางไม่เพียงแต่จะอดอยาก ทว่าที่ซุกหัวนอนก็แทบจะไม่มีแล้ว
เมื่อเยวี่ยเจ๋อทราบข่าวไฟไหม้จวนโอวหยาง เขาอุทานออกมาทันที “อนาถ! น่าอนาถใจแท้!”
นี่เยวี่ยเจ๋อซึมซับจากท่านพี่แล้วรึ ?! ยิ่งอยู่ยิ่งมีความสุขกับความทุกข์ของผู้อื่น
“มู่เฉียนซี เจ้าจะเอาอย่างไรกับข้ากันแน่!” ผู้นำตระกูลโอวหยางยืนมองจวนโอวหยางที่พังพินาศและกล่าวด้วยอารมณ์คุกรุ่นโกรธแค้น
ถึงแม้ว่ายังหาต้นสายปลายเหตุไม่ได้ แต่โอวหยางจูมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าเป็นฝีมือของมู่เฉียนซีสตรีโอหังผู้นั้น ทว่าเขากลับหาหลักฐานไม่ได้เลย คิดไม่ถึงว่านางสตรีผู้นั้นจะรอบคอบไม่ทิ้งร่องรอยใด ๆ ไว้
โอวหยางจูโกรธจนใบหน้าหม่นคล้ำ ขบคิดในใจ ‘มู่เฉียนซี เจ้าจะอะไรนักหนา!’
……
ซวนหยวนจือในเวลานี้สีหน้าเบิกบานสดใสราวกับดอกไม้บานสะพรั่ง แม้ฮ่องเต้อย่างเขาจะสูญเสียไปไม่น้อย อีกทั้งยังโดนยั่วยุจนบันดาลโทสะกระอักเลือดไปสามระลอกอย่างอนาถ ทว่าตระกูลโอวหยางในตอนนี้นั้นน่าอนาถกว่าเขาไม่น้อยเลย
ความคิดนี้ทำให้เขาสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย
เพียงแต่ว่า…
ประกายแสงวาบในดวงตาของซวนหยวนจือ ตราบใดที่ตระกูลมู่ยังอยู่ ก็ยังมิอาจวางใจ ตระกูลมู่เปรียบเสมือนหนามยอกอกของราชวงศ์ซวนหยวน!
หึ! ต้องหาทางกำจั