ยจริงถึงมาเจอเรื่องดี ๆ แบบนี้ได้” ชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันกับเยวี่ยเจ๋อพร่ำบ่น แววตาฉายความอิจฉาอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าว่าผู้นำตระกูลมู่ต้องตาต้องใจเยวี่ยเจ๋อเข้าให้แล้ว นางคงอยากให้แต่งเข้าตระกูลมู่ โอกาสดีเช่นนี้เหตุใดมาไม่ถึงข้านะ”
“ก็ใช่ เยวี่ยเจ๋อนอกจากไม่มียศอย่างเชื้อพระวงศ์ อย่างอื่นก็ไม่ได้แย่กว่าองค์ชายเจ็ด อีกทั้งพรสวรรค์ดีกว่าองค์ชายเจ็ดตั้งเยอะ”
“ว่าอย่างไร เยวี่ยเจ๋อ เจ้าตกลงไหม ?” มู่เฉียนซีถาม
นี่เหมือนกับขนมปังที่ตกลงมาจากฟากฟ้า อีกทั้งเขาก็ไม่น่าที่จะแพ้
เยวี่ยเจ๋อกล่าวเรียบ ๆ “มันไม่ยุติธรรมกับเจ้า”
“เจ้าอย่าเพิ่งคิดว่ายุติธรรมหรือไม่ เพียงตอบข้ามา ว่าเจ้าตกลงหรือไม่ก็พอ”
“ก็ได้ ข้าตกลง”
เขาตอบกลับไปแล้ว อึดใจนั้น เยวี่ยเจ๋อก็เห็นสายตาเจ้าเล่ห์ของมู่เฉียนซี รู้สึกเหมือนตกเข้าไปในหลุมพรางของนาง
มู่เฉียนซียิ้ม นางกล่าว “ในเมื่อเจ้ารับปากแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็… เริ่มประลองกันเลย”
ไม่จำเป็นต้องทำหนังสือสัญญา เพราะอยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย ตระกูลเยวี่ยก็ไม่มีหน้าที่จะเสียใจ อีกทั้งคนของตระกูลเยวี่ยพูดคำไหนเป็นคำนั้น
ผู้ตัดสินของจินอู๋ถางยืนขึ้น กล่าวประกาศด้วยเสียงอันดังก้อง
“การแข่งขัน เริ่มได้”
ลูกธนูอยู่บนสาย จำเป็นต้องต่อสู้ การประลองครั้งนี้ เขาต้องชนะให้จงได้
แต่เขาจะระมัดระวังไม่ให้นางบาดเจ็บ
“ระวังด้วย!” ร่างสีฟ้าของเยวี่ยเจ๋อเคลื่อนที่ พลังวิญญาณครอบคลุมเรือนร่าง