เหลือลางเลือนทว่าไม่หายไป
นางหยิกแขนตัวเอง เมื่อสักครู่นี้นางคงกำลังฝันร้ายจริง ๆ แต่ว่า… ยังคงรู้สึกเจ็บจากแรงหยิก เช่นนั้นคือไม่ได้ฝันไปรึ ?
ในแคว้นจิ่วเยี่ยนี้คงมีแค่ใจของนักฆ่าที่น่ากลัวคนนี้ที่เดาไม่ออก มู่เฉียนซีไม่อยากให้ตัวเองคิดมากจึงรีบส่งข้อสอบ
เมื่อไม่มีความน่ากลัว และมองดูเวลาที่ใกล้เข้ามา นักเรียนคนอื่นก็รีบเร่งตอบคำถามกัน
มู่เฉียนซีกลับมาที่พัก เห็นซวนหยวนจิ่วเยี่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ปูด้วยหนังเสือสีขาวกลางห้องโถง นางเอ่ยขึ้น “จิ่วเยี่ย เรื่องในวันนี้ต้องขอบคุณเจ้ามาก”
“ขอบคุณอย่างไร ?” เขาไม่เงยหน้าขึ้นมา มีแต่น้ำเสียงอันเยือกเย็นที่กล่าวถาม
มู่เฉียนซีรู้สึกปวดหัว ท่านอ๋องผู้นี้ลึกลับนัก ไม่รู้ว่าเขาช่วยนางมากี่ครั้งแล้ว และนางก็ไม่มีสิ่งของที่พอมีค่าเหมาะสมสำหรับให้เป็นการขอบคุณเขา
มู่เฉียนซีคิดไปคิดมา นำยาเหย้าจี้ที่ตนเองคิดค้นขึ้นมาใหม่ วางไว้บนโต๊ะต่อหน้าเขา
“นี่เป็นสิ่งของที่ดีที่สุดเท่าที่ข้ามีติดตัว ดีกว่ายาระดับสาม ข้าให้เพื่อตอบแทนที่จิ่วเยี่ยช่วยเหลือข้าในวันนี้”
พูดออกไปแล้ว… แม้มู่เฉียนซีรู้ทั้งรู้ว่าถึงจะเป็นยาระดับเจ็ดระดับแปด เจ้าเยือกเย็นนี่ก็คงไม่สนใจ ไม่เช่นนั้นคงไม่นำอาวุธเทพอย่างแหวนมังกรเทพวารีมามอบให้กับนาง
ทว่า…
นิ้วมือเรียวยาวสัมผัสขวดยานั้น เขาพยักหน้ารับ ตอบแข็ง ๆ “อืม”
มู่เฉียนซีกล่าว “อ้อ อืม ดี เช่นนั้น… ข้าไปฝึกฝนวิชาก่อนนะ”
พร