ขากรรไกรเล็ก ๆ ขบเข้าหากันแน่นจนสุดแรงที่มีอยู่“โอ๊ย!”เสียงร้องครางของเด็กหนุ่มดังลั่น“หญิงอัปลักษณ์ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ ข้าเจ็บนะ ปล่อย~”มีหรือที่นางจะสนใจว่าเด็กหนุ่มจะเจ็บปวดเพียงใด เพราะร่างกายของนางเองก็ทรมานจนสติแทบจะกระเจิงไปแล้วเช่นกันมู่เฉียนซีรู้สึกราวกับมีสัตว์ป่ากระโจนไปมาและวิ่งชนกันอย่างบ้าคลั่งทั้งในชีพจรและเส้นเลือดของนาง หากนางไม่กัดแขนเด็กหนุ่มผู้นี้ไว้ ก็คงจะได้กัดปากของตัวเองจนแตกเลือดซิบเป็นแน่— ตูม! —ทว่าในพริบตานั้น หญิงสาวก็รู้สึกถึงรังสีเย็นยะเยือกที่แผ่เข้ามา รังสีนี้มีอานุภาพร้ายแรงจนทำให้แม้แต่วิญญาณก็ยังปวดร้าว หัวสมองของมู่เฉียนซีพลันขาวโพลนไปพร้อมกับสติสัมปะชัญญะที่ดับวูบแต่ถึงแม้มู่เฉียนซีจะสลบไปแล้ว แต่ก็ยังไม่คลายปากออกจากแขนของเด็กหนุ่ม!“เหม็นจังเลย หญิงอัปลักษณ์ เจ้า… เจ้า…”เสียงครวญครางราวใกล้จะคลุ้มคลั่งนี้ ปลุกให้มู่เฉียนซีได้สติฟื้นขึ้นมา ต่อจากนั้นนางก็รู้สึกถึงกลิ่นเหม็นที่ยากจะทานทนได้เมื่อลืมตาขึ้นดู นางก็พบว่าน้ำในทะเลสาบกลายเป็นสีดำ ไม่ใสจนสามารถมองเห็นไปถึงก้นบึ้งของทะเลสาบได้อีกต่อไปแล้ว“เจ้า… อ้าปากออกเดี๋ยวนี้นะ… เร็วเข้า”แขนของมู่เฉียนซีกระหวัดไปโอบรอบหลังคอของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว ซึ่งนี่ก็เพื่อจะได้สามารถควบคุมเด็กหนุ่มผู้นี้ได้ก่อนที่เขาจะชิงลงมือทำบางอย่าง เสร็จแล้วจึงค่อยคลายปากออกจากแขนของเขาผิวหนังตรงแขนที่เคยผุดผาดไร้รอยแผ