าณของข้าจะสลายไปทันที จากนั้นก็จะถูกจัดการโดยกลุ่มผู้คุมกฎของกองทัพวิญญาณภูตผีขนนกทมิฬ!” เทียนกุ่ยอีชาพูดตะกุกตะกัก
“กลุ่มผู้คุมกฎหรือ?”
“ใช่! พวกเขาอยู่ทุกหนแห่ง” เทียนกุ่ยอีชากล่าวอย่างกังวล
“ข้าไม่ค่อยอยากเชื่อเลยจริง ๆ!” ลู่เฉินพูดจบก็ใส่เทียนกุ่ยอีชากับกุ่ยเจี๋ยเข้าไปในกู่ฉิน พร้อมสลักอักขระที่สามารถปิดกั้นการเคลื่อนย้ายผ่านมิติไว้รอบ ๆ กู่ฉินอย่างแน่นหนา
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ลู่เฉินก็เข้าไปในกู่ฉินและลอยไปอยู่ต่อหน้าเทียนกุ่ยอีชา “หากอยู่ที่นี่ เจ้าก็ไปไหนไม่ได้แล้ว”
“เป็นไปได้อย่างไร?” เทียนกุ่ยอีชาไม่เชื่อ
ลู่เฉินลองประทับตราภูต
เมื่อตราประทับภูตถูกประทับลงมา อีกฝ่ายก็ไม่ได้หายไป แต่คล้ายจะมีแรงบางอย่างกระทบเข้ากับด้านนอกกู่ฉิน
จิตสำนึกของลู่เฉินทะลุผ่านออกไปข้างนอก เขามองเห็นแสงสีดำที่ปกคลุมด้านนอกกู่ฉินได้ ราวกับว่ามันคิดจะบดขยี้กู่ฉินเป็นชิ้น ๆ แต่เพราะมีอักขระยันต์ที่ลู่เฉินจัดเรียงเอาไว้บนกู่ฉิน ทำให้ป้องกันไม่ให้แสงสีดำเข้ามาได้
ลู่เฉินแสดงภาพให้เทียนกุ่ยอีชาดู
เมื่อเห็นมัน เทียนกุ่ยอีชาก็ตกใจทันที “ใช่แล้ว เขาเป็นนักล่าจากกลุ่มผู้คุมกฎ”
“นักล่าหรือ?”
“พวกมันปรากฏขึ้นพร้อมกับแสงแห่งความมืด เมื่อมีคนทรยศต่อกองทัพวิญญาณภูตผีขนนกทมิฬ พวกมันจะปิดปากวิญญาณนั้นอย่างรวดเร็ว และทำให้วิญญาณนั้นหายไป” เทียนกุ่ยอีชากล่าวอย่างประหม่า
ลู่เฉินพลันเข้าใจ ก่อนจะถามต่อว่า “เช่นน