ิญญาณของลู่เฉินถูกระเบิดเช่นกัน
แต่เมื่อแสงสีทองค่อย ๆ หายไปในขณะนั้น ไม่เพียงแต่กายเนื้อของชายหนุ่มจะไม่เป็นอะไรแล้ว เขายังยิ้มหยันพลางเอ่ยว่า “สมบัติวิญญาณนี้ของเจ้าน่าสนใจยิ่งนัก!”
ทุกคนตกตะลึงไปในทันที
ทั่วทั้งลานประลองเงียบสงบไร้เสียงผู้คน
จนกระทั่งจูเก๋อหลิงเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงติดขัดว่า “เจ้า เหตุใดเจ้าจึงไม่เป็นอะไร?”
“เพราะเจ้านั้นอ่อนแอเกินไป” ลู่เฉินเอ่ยโจมตี
“เจ้า!” จูเก๋อหลิงเฟิงรู้สึกโมโหกับคำพูดอีกฝ่าย เขาจึงเริ่มโจมตีอย่างบ้าคลั่ง
ผู้คนที่อยู่บริเวณรอบ ๆ แต่ละคนรู้สึกสับสนมึนงงไปหมด ภายนอกผู้อาวุโสแปดยังคงมีสีหน้าครุ่นคิด แต่ภายในใจกลับร้อนรน อยากจะพุ่งตัวเข้าไปจับลู่เฉินจนแทบจะทนไม่ไหว
ผู้อาวุโสเจ็ดที่อยู่ในมุมมืดเอ่ยชมขึ้นมาไม่ขาดปาก
ในขณะที่ผู้อาวุโสสิบพูดด้วยความแปลกใจ “เขาเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้จริงหรือ?”
จิ่วคูซึ่งเป็นผู้อาวุโสเก้าขมวดคิ้วมุ่น “เจ้าหนุ่มผู้นี้ ไม่ได้ใช้สิ่งประหลาดนั่น ยังเก่งกาจเพียงนี้เชียวหรือ?”
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น จูเก๋อหลิงเฟิงได้โจมตีออกไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว จากนั้นจึงได้หยุดลง แต่ลู่เฉินยังคงไม่เป็นอะไร ทั้งยังจ้องมองจูเก๋อหลิงเฟิงพลางฉีกยิ้ม “จบแล้วหรือ?”
จูเก๋อหลิงเฟิงเริ่มหวาดกลัวอีกฝ่าย เพราะเมื่อครู่เขาได้ใช้พลังปราณมากมายไปกระตุ้นสมบัติวิญญาณนี้ แต่กลับไม่มีผลใด ๆ ต่อลู่เฉิน
ส่วนชายหนุ่มนั้น เขารู้ดีถึงข้อบกพร่องของสม