วกัน!”
“เมื่อถึงเวลานั้น ผู้ที่ต้องคุกเข่าร้องขอชีวิตจะต้องเป็นหัวหมูอย่างเจ้าแน่นอน” กานจิ่วเม่ยดูถูก
“ได้! ข้าจะรอดู!” จูเก๋อหลิงเฟิงแค่นเสียง จากนั้นจึงนำคนของตนออกไป ชิงอีถงและคนอื่น ๆ ก็เดินตามออกไปเช่นกัน
ส่วนไป๋หลี่ซานมองลู่เฉินด้วยความแปลกใจ “เจ้ากับคนของโถงรายนามนั่นมีความขุ่นเคืองใจกันหรือ?”
“เคยสั่งสอนไปเล็กน้อย” ลู่เฉินตอบกลับอย่างไม่แยแส
กานจิ่วเม่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าหัวหมูจูเก๋อผู้นี้ถือว่าตนเป็นศิษย์ยอดฝีมือของผู้อาวุโสแปด ทำตัวราวกับสูงเสียดฟ้า”
“คนผู้นี้มีความแค้นกับพวกเจ้าหรือ?” เมื่อเห็นท่าทางของนาง ลู่เฉินจึงย้อนถาม
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ กานจิ่วเม่ยก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน “ปีที่แล้ว พวกเราภูเขาเดียวดายได้ออกไปหาประสบการณ์โดยการจับอสูรปีศาจตัวหนึ่ง อสูรปีศาจนี้เป็นภารกิจที่หุบเขาลึกมอบให้ โดยให้คนของแต่ละภูเขาไปจับมัน พวกเราเป็นผู้ชนะ แต่เจ้าหัวหมูจูเก๋อไม่พอใจ จึงมายังภูเขาเดียวดายและบอกว่าต้องการเจรจากับพวกเรา!”
“พวกเจ้าจึงพ่ายแพ้?” ลู่เฉินถาม
“ใช่ ตอนนั้นศิษย์พี่เก็บตัวอยู่ มิเช่นนั้น…”
ขณะนั้นเอง กู่ซานฉงก็พูดขึ้น “ถึงแม้ว่าข้าจะลงมือ ข้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา!”
“ศิษย์พี่ ท่านถ่อมตัวเกินไปแล้ว” กานจิ่วเม่ยรู้สึกว่ากู่ซานฉงกำลังถ่อมตัวเกินไป
อย่างไรก็ตาม ไป๋หลี่ซานก็พูดขึ้นว่า “จูเก๋อหลิงเฟิงผู้นี้นับว่าไม่ธรรมดา เขามีรากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ทั้งยังเป็นขั้นห