้าไปหาทันที
มู่หรงหยิงยังรู้สึกสับสนอยู่เล็กน้อย จึงทำได้เพียงเดินอย่างช้า ๆ แต่นางก็อดไม่ได้จึงเอ่ยถามถัวหลัวเยว่ “อาจารย์ ท่านสัมผัสกลิ่นอายเขาได้หรือไม่?”
“ไม่สามารถสัมผัสได้” ถัวหลัวเยว่ส่ายศีรษะ
“หรือว่าเขาจะตายแล้ว?” มู่หรงหยิงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
ถัวหลัวเยว่จริงจังขึ้นมา “ช่องลมมารนั่น ว่ากันว่าน่ากลัวเป็นอย่างมาก”
เมื่อมู่หรงหยิงได้ยินอาจารย์ของตนพูดเช่นนั้น ในใจก็ยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น
ฟาเทียนค่อย ๆ นำก้อนหินขนาดใหญ่เหล่านั้นออกมาทีละก้อน จากนั้นจึงตะโกนผ่านรอยแตกพวกนั้นเข้าไป “ผู้อาวุโส ท่านอยู่ที่ใด?”
“ข้าอยู่นี่ ตะโกนอันใดกัน?” เสียงของลู่เฉินดังขึ้นไม่ไกลจากทุกคน
ทุกคนต่างรีบหันไปมอง
ลู่เฉินที่ยังสบายดีไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ ยืนอยู่ตรงนั้น
ทุกคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ ฟาเทียนจึงรีบเข้าไปพลางเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “ผู้อาวุโส ท่านไม่เป็นอันใดจริงหรือ?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรกัน?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังหลวงจีน
ฟาเทียนจึงพูดด้วยความเก้อเขินขึ้นมา “ข้าคิดว่าท่านจะเป็นอันใดไปเสียแล้ว”
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มและมองไปยังมู่หรงหยิง “ใกล้จะได้บอกลากันเสียแล้ว!”
เมื่อมู่หรงหยิงได้ยินว่าลู่เฉินจะจากไป จึงรีบพูดขึ้นมา “ต่อไปหากมีเรื่องใดสามารถมาหาพวกข้าได้ ภูเขามารราตรีของเราจะยืนเคียงข้างท่าน”
ลู่เฉินรับรู้ถึงความตั้งใจของอีกฝ่าย จึงพยักหน้าพลางยิ้มออกมา “ข้ารู้”
หลังจากนั้น มู่หรงหยิงแล