าเปลี่ยนไปอย่างมาก ในขณะที่คนอื่น ๆ ในแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างก็หวาดกลัว
ส่วนลู่เฉิน เขายืนอยู่ตรงนั้นเพียง ‘ลำพัง’ ส่วนยอดฝีมือทั้งสี่ก็ยืนล้อมรอบชายหนุ่ม
หนานกงมู่กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ตายแล้ว คราวนี้เขาตายแน่ ๆ!”
“แต่เขามีกระจกนภาวิญญาณอยู่!” เฮยเม่ยกล่าวด้วยความกังวล แต่หนานกงมู่พูดด้วยรอยยิ้มว่า “กระจกนภาวิญญาณเป็นเพียงศาสตราวุธ ข้าคิดว่าทั้งสี่ตนต้องมีวิธีจัดการแน่!”
แน่นอนว่าผู้เฒ่าซากศพพลันผายมือ จากนั้นฝูงซากศพก็ปรากฏตัวขึ้นบนทางเดิน ยิ่งไปกว่านั้นแต่ละตนยังมีขนสีดำบนร่างกาย
ในขณะเดียวกัน ซากศพเหล่านี้ก็แผ่กลิ่นอายทรงพลังออกมา
หลังจากเห็นมันแล้ว ลู่เฉินก็ยิ้มและพูดว่า “ซากสวรรค์เก้าดาว?”
“ถูกต้อง พวกมันล้วนเป็นซากสวรรค์เก้าดาว และพวกมันไม่ต้องใช้อาคมก็สามารถพุ่งออกมาและฉีกเจ้าเป็นชิ้น ๆ ได้!” ผู้เฒ่าซากศพหัวเราะอย่างแปลกประหลาดอยู่ตรงนั้น ส่วนภูตเฒ่าสวีก็หัวเราะเยาะหนักยิ่งขึ้น “พ่อหนุ่ม รอซากศพเหล่านี้ดึงกระจกนภาวิญญาณของเจ้าออก ยามนั้นก็คือคราวตายของเจ้า!”
แต่ชายหนุ่มกลับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “หากเจ้าอยากพึ่งพาซากศพเหล่านี้ เกรงว่าเจ้าอาจผิดหวัง!”
ผู้เฒ่าซากศพเย้ยหยัน “ยามนี้เจ้ายังกล้าบ้าบิ่นอีกหรือ?”
“ไม่เชื่อหรือ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ปล่อยให้ซากศพเหล่านี้แย่งศาสตราวุธของข้าไป” ลู่เฉินยิ้มอย่างมีเลศนัย และผู้เฒ่าซากศพก็แค่นเสียงหึแล้วพูดขึ้นว่า “อีกเดี๋ยวเจ้าจะได้รู้ว่าซากศพเหล่า