นโยว”
“องค์จักรพรรดิ คนแบบนี้เก็บไว้ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!”
…
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หนานเหยาก็ก้าวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ทันที และมองไปยังฝูงชนที่กำลังคุยกันเจี๊ยวจ๊าว “พูดพอหรือยัง?”
ทุกคนเงียบลงทันที ยามนี้ในตำหนักใหญ่มีฉากกั้นกึ่งโปร่งแสงกั้นอยู่ ส่วนองค์จักรพรรดิก็บรรทมอยู่ที่นั่นราวกับว่าเขา ‘ป่วยหนัก’ อย่างไรอย่างนั้น
ส่วนพระสนมอู่ หลังจากเห็นหนานเหยาขัดจังหวะทุกคน นางก็รายงานต่อองค์จักรพรรดิทันทีว่า “องค์จักรพรรดิ หญิงผู้นี้ก็อยู่กับเด็กคนนั้นด้วย พระองค์จะต้องตรวจสอบนะเพคะ”
หนานเหยาได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยเย้ยหยัน “พระสนมอู่ เจ้าอยากป้ายสีให้พวกเราต่อต้านราชวงศ์อย่างนั้นหรือ?”
“หรือว่าไม่ใช่เล่า?” พระสนมอู่จ้องมองหนานเหยาอย่างเย็นชา ขณะที่หนานเหยาเย้ยหยันกลับไปว่า “วัวสันหลังหวะ!”
“เจ้าพูดอันใด!” พระสนมอู่ถลึงตาใส่
“เจ้ายังไม่ได้อธิบายเรื่องหมอผีให้องค์จักรพรรดิฟัง!” หนานเหยาเริ่มพูดราวกับกำลังคว้าตัวพระสนมอู่ไว้ ส่วนพระสนมอู่ก็ได้อธิบายทันทีว่า “หมอผีเกี่ยวข้องอันใดกับข้า? ”
“เจ้าไม่ได้สั่งให้เขาวางแผนชั่วกับองค์จักรพรรดิหรือ?” หนานเหยาถาม
“ข้า? จะเป็นข้าได้อย่างไร!?” เสียงของพระสนมอู่ดังขึ้นมาก
ยามนั้น ภายในตำหนักเต็มไปด้วยเสียงถกเถียงกันจากทั้งสองคน และองค์จักรพรรดิก็กระแอมไอเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า “เจ้าสองคน พูดพอหรือยัง?”
หนานเหยาย่อมยังพูดไม่พอ แต่พระสนมอู่เห็นองค์จักรพรรดิเอ่ยปากก็รีบขอค