ล่ะ?”
“ไปจัดการเรื่องบางอย่าง” ตู๋เหล่าลิ่วพูดอย่างไม่ชัดเจนนัก
ว่านฉงหยางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ไปยังที่แห่งหนึ่งก่อน”
“ไปที่ใดกัน?”
“ตามข้ามาก็พอแล้ว” ว่านฉงหยางพูดจบแล้วก็เดินนำตู๋เหล่าลิ่วออกไป
ลู่เฉินใช้เวลาตรวจสอบอยู่ครึ่งวันแต่ก็ไม่พบผู้ใดตามมา เขาจึงขมวดคิ้วมุ่น โดยเฉพาะเมื่อฟ้ามืดลง เขาคิดอยากจะขึ้นไปบนท้องฟ้าแดนทักษิณาเพื่อตรวจสอบผู้คนในเมืองนั้นแต่ก็ยิ่งจะทำให้สูญเสียพลังไปมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ลู่เฉินคิดจะปล่อยวางอยู่นั้น ทันใดนั้นภายในจวนก็ปรากฏกลุ่มคนชุดดำกลุ่มหนึ่ง หนานลัวเห็นดังนั้นก็ตกตะลึงขึ้นมาทันที “มีมือสังหาร!”
ผู้พิทักษ์ที่อยู่รอบ ๆ รีบรุดเข้ามาอย่างรวดเร็ว
คนชุดดำเหล่านั้นโยนตาข่ายสีดำผืนหนึ่งออกมา ตาข่ายนั้นคลุมรอบตัวลู่เฉินและหายตัวไปอีกครั้ง
หนานเหยาเห็นเช่นนั้นจึงตกใจ “อาจารย์!”
เมื่อลู่เฉินหายตัวไป หนานลัวก็พลันมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที “กลุ่มดาวสังหารของสำนักไสยมนต์ดำ!”
“กลุ่มดาวสังหาร?”
“ใช่ ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านี้ ส่วนมากเป็นยอดฝีมือในการลี้ธรณี และยังมีความว่องไวในการจับผู้ใดก็ได้ที่ต้องการจับ” หนานลัวอธิบายด้วยความกระวนกระวายใจ เมื่อหนานเหยาได้ยินดังนั้นจึงถามด้วยความร้อนใจ “เช่นนั้น อาจารย์ของข้าจะเป็นอันตรายหรือไม่?”
“คนพวกนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิด ดังนั้น…” หนานลัวเริ่มกังวล
แต่เมื่อหนานเหยาได้ยินว่าเป็นขั้นก่อกำเนิดจึงถอนหายใจคล