บเลี่ยงได้ทันควัน ทำให้การโจมตีของฉินเทียนเลี่ยนั้นสูญเปล่า จนเจ้าตัวบันดาลโทสะขึ้นมา “ออกมานะ!”
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินที่ปรากฏอยู่นอกเขตแดนพลันยิ้มออกมาอีกครั้ง “มิใช่ว่าเจ้าบอกเองหรือว่า การเผาจิตวิญญาณและกายเนื้อเช่นนี้นับว่าสูญเปล่ามาก”
ฉินเทียนเลี่ยที่ได้ยินเช่นนั้นก็โมโหขึ้นมา เขาคิดไม่ถึงว่าลู่เฉินจะสามารถออกไปภายนอกได้ ขณะที่ตนกลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย และทำได้เพียงจ้องมองตนเองที่มีขั้นพลังลดถอยลง มิหนำซ้ำร่างกายยังดูชราภาพมากขึ้นด้วย
ส่วนคนอื่น ๆ นั้นต่างแสดงสีหน้าหดหู่ออกมา
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดฉินเทียนเลี่ยก็อ่อนแรงลงและกลายเป็นชายชราผมขาว จากนั้นร่างทั้งร่างก็ล้มลงตรงนั้นพร้อมกับหอบหายใจออกมา
ลู่เฉินจึงเดินเข้าไปด้านใน ก่อนจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาและคลี่ยิ้มออกมา “เป็นเช่นไรบ้าง? ยังคิดดิ้นรนอยู่หรือไม่?”
“ข้าและสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปอย่างแน่นอน!”
“สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์? ก็คือชายชราพวกนี้ของเจ้าน่ะหรือ?!” ลู่เฉินกล่าวเย้ยหยัน แต่ฉินเทียนเลี่ยกลับยิ้มเย็นชาออกมา “สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรายังมีสถานที่ลับอยู่แห่งหนึ่ง และสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ยังมีผู้มากฝีมืออีกมากอยู่ที่นั่น”
“โอ้? ยังคิดจะพึ่งผู้มากฝีมือเพียงไม่กี่คนเพื่อแก้แค้นงั้นหรือ?”
“พวกเขาไม่ใช่เพียงไม่กี่คน!” ฉินเทียนเลี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงโมโห ทว่าลู่เฉินกลับไม่สนใจ และถามกลับไปว