รควบคุมทวนนี่ไปเสียล่ะ?”
“น่าตลกนัก นี่เป็นสมบัติวิญญาณของข้า จะสูญเสียการควบคุมได้เช่นไร?” ฉินเทียนเลี่ยไม่เชื่อ อีกทั้งยังออกแรงกวัดแกว่งอีกครั้ง คิดจะนำไฟมังกรเพลิงนี้โจมตีไปยังร่างของลู่เฉิน
ทว่าจู่ ๆ ทวนก็เกิดเสียการควบคุมขึ้นมา ทำให้เงามังกรเพลิงโจมตีพลาด และเมื่อการโจมตีตกลงสู่พื้น มันก็ทำให้เกิดหลุมกว้างขนาดใหญ่ ซึ่งลู่เฉินที่เห็นภาพนั้นพลันถอนหายใจออกมาพลางเอ่ยว่า “พลังมหาศาลนัก”
“เจ้า!” ฉินเทียนเลี่ยไม่พอใจ จากนั้นจึงมองไปยังทวนในมือตนคล้ายกับกังวลว่าทวนจะเสียการควบคุมไปอีก
หยางเป่ยเหรินที่กังวลขึ้นมาถึงกับเอ่ยว่า “เจ้าสำนัก เขาสามารถควบคุมสมบัติวิญญาณของผู้อื่นได้”
“ข้าไม่เชื่อ!” ฉินเทียนเลี่ยยังคงไม่เชื่อ จึงเพิ่มพลังเข้าไปอีกเพื่อที่จะใช้มันซ้ำอีกครา
ลู่เฉินที่เห็นเช่นนั้นก็พลันแสยะยิ้ม “ยังจะทำต่ออีกหรือ?”
ฉินเทียนเลี่ยได้ยินแล้วก็อยากจะวางทวนลง เขาตะโกนออกมาว่า “แม้ไม่มีสมบัติวิญญาณ ข้าก็ยังสามารถทำได้!”
ครั้นเอ่ยจบ ริมฝีปากของฉินเทียนเลี่ยก็เปล่งเสียงประหลาดออกมา
เพียงไม่นาน พยัคฆ์สีแดงเพลิงก็วิ่งมาจากระยะไกลด้วยความเร็ว
พยัคฆ์ตัวนี้แท้จริงแล้วก็คือพยัคฆ์อัคคีเพลิง มันมีขนาดใหญ่ประมาณมนุษย์ห้าถึงหกคนรวมกัน และขาทั้งสี่ของมันก็ราวกับเสาเข็ม และขณะที่วิ่งมานั้น บนตัวมันยังแผ่กระจายไปด้วยเปลวเพลิงออกมาไม่หยุด!
ฉินเทียนเลี่ยตะโกนสั่งพยัคฆ์อัคคีเพลิงตัวนั้นทันที “จัดการเ