และหลังจากที่ลังเลอยู่พักหนึ่งแล้ว นางก็พลันมองไปรอบ ๆ ท้องฟ้า “ที่นี่มีค่ายกล ข้าคิดว่าเขาน่าจะมีวิธี”
“วิธีงั้นหรือ?” หลันหยาสงสัยว่าลู่เฉินจะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไร
ในเวลานี้เอง เยว่เซียวได้ก้าวไปข้างหน้าห่างจากลู่เฉินไม่กี่ก้าว “เป็นอย่างไรเจ้าหนุ่ม? เปลวเพลิงของผู้อาวุโสกู่ยากจะทานทนละสิ”
ลู่เฉินยิ้ม “ไม่ได้อึดอัดแม้แต่น้อย แต่เจ้าเล่า?”
หลังจากนั้น จู่ ๆ เถาวัลย์ดินก็พันรอบร่างของเยว่เซียว และเยว่เซียวก็ร้องลั่นในทันที “ผู้…ผู้อาวุโสกู่ ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย!”
กู่ทงเพิ่มความแข็งแกร่งเข้าไปหมายข่มขู่ แต่ลู่เฉินก็ยังคงไร้ซึ่งความหวาดกลัว
สิ่งนี้ทำให้ทุกคนไม่เข้าใจ เหตุใดลู่เฉินจึงไม่เป็นอะไรเลย แม้แต่กู่ทงผู้นี้ก็ยังงงงวย ผิดกับฝั่งเยว่เซียวที่เจ็บปวดมากจนถึงกับกรีดร้องออกมา
ผู้คนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ต่างก็หวาดหวั่นกับภาพตรงหน้า แต่พวกเขาไม่สามารถช่วยได้ ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่สวดภาวนาอยู่ตรงนั้น
กู่ทงกัดฟันด้วยความโกรธ กระบี่เพลิงปรากฏขึ้นในมือของเขา ปากก็เอ่ยอย่างโมโหว่า “ตายซะเถอะ!”
กระบี่พุ่งออกไปทันที กู่ทงคนนี้ต้องการที่จะแทงลู่เฉินให้ตายด้วยกระบี่เดียว แต่เมื่อคมกระบี่ไปถึงหน้าลู่เฉิน มันก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ และไม่ว่ากู่ทงผู้นี้จะควบคุมมันอย่างไร เขาก็ไม่สามารถแทงลึกไปกว่านี้ได้
สิ่งนี้ทำให้ดวงตาของกู่ทงเบิกกว้าง “นี่มันเกิดอะไรขึ้น!”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?” ลู่เฉินยิ้มคล้