น ข้าให้เจ้าเป็นเจ้าสำนักก็แล้วกัน!”
“ข้าไม่สนใจ!” ลู่เฉินปฏิเสธทันที
วาจาประโยคนี้ทำให้จิ่วโหยวหัวเราะ “ถ้าหากเขายินยอมเป็นเจ้าสำนัก มหาทวีปจิ่วโหยวแห่งนี้ ไม่นานก็คงไม่มีสำนักอื่นแล้ว”
ปิงหลิวหลีไม่เข้าใจ “ขนาดนั้นเชียวหรือ?”
จิ่วโหยวยังคงหัวเราะ “ความแข็งแกร่งของเขา เจ้าอาจจะจินตนาการไม่ถึงเลยก็เป็นได้”
ลู่เฉินมองไปยังรูปปั้น “เจ้านี่ยิ่งแก่ยิ่งเลอะเทอะ อยู่ดี ๆ นิ่ง ๆ ไว้เถิด อย่ามาพูดจาโอ้อวดให้มากนัก”
ยิ่งแก่ยิ่งเลอะเทอะ?
แม้ลู่เฉินจะพูดกับจิ่วโหยวเช่นนี้ ทว่าจิ่วโหยวกลับไม่โต้ตอบอันใด เพียงยิ้มพลางตอบว่า “สำนักเก้าสุขสงบทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว”
“เจ้านี่นะ… ช่างพูดไม่รู้เรื่องเสียจริง!” ลู่เฉินหยอกล้อกลับไป ก่อนหันไปมองปิงหลิวหลีที่ยืนตกตะลึงอยู่ตรงนั้น “ไปกันเถอะ!”
ครั้นพูดจบ ลู่เฉินก็ออกไปจากตรงนี้ ส่วนปิงหลิวหลีก็รีบตามไปทันที ทว่าหลังจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ท่าทางที่นางมีต่อลู่เฉินนั้นกลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว “เจ้าและบรรพชนของพวกข้า แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกันเช่นไร?”
“สำคัญด้วยหรือ?”
ปิงหลิวหลีย่อมรู้สึกว่ามันสำคัญ “ท่านบรรพชนของข้าบอกข้าตลอดว่าให้เคารพเจ้า และยังให้ข้านับถือเจ้าเป็นผู้อาวุโส”
“โอ้? เช่นนั้น… เจ้าก็นับถือข้าเป็นผู้อาวุโส?”
“ใช่…แน่นอนสิ…” ปิงหลิวลีตอบอย่างตะกุกตะกัก
“หึ! ปากกับใจไม่ตรงกัน!”
ปิงหลิวหลีเคยเห็นความเก่งกาจของลู่เฉินมาแล้ว ดังนั้นนางจึงพูดอย่างร้