นก็มองไปที่ทหารม้าทมิฬ “ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าทำร้ายเขา!”
”ถ้าข้าต้องการทำร้ายเขาจริง ๆ เจ้าก็หยุดข้าไม่ได้!” ทหารม้าทมิฬพูดอย่างมั่นใจ และในขณะเดียวกันก็มีกระบองสีดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นในมือของเขา ทำให้ทุกคนแยกย้ายกันทันที ต่างไม่กล้าเข้าใกล้เพราะรู้ถึงความน่ากลัวของกระบองด้ามนี้เป็นอย่างดี!
หลี่ว์ซือที่เห็นดังนั้นพลันเข้ามายืนขวางอยู่ด้านหน้าลู่เฉิน และจ้องมองทหารม้าทมิฬเขม็ง “ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าทำร้ายเขา!”
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าลู่เฉินกลับยิ้มให้หลี่ว์ซือแล้วเอ่ยว่า “เอาล่ะ ไปที่โถงพิสุทธิ์กันเถอะ!”
”อันใดนะ?” หลี่ว์ซือตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ส่วนผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงก็ต่างคิดว่าลู่เฉินคงต้องการประนีประนอม ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงทยอยกันชี้มา
”ดูสิ ในที่สุดเจ้าหนุ่มนี่ก็ยอมประนีประนอมแล้ว”
“ไร้สาระ ทหารม้าทมิฬก็มาแล้ว เขามีทางเลือกอื่นด้วยหรือ?”
”ก็ถูก ยังไงคนเราก็มีชีวิตเดียวนี่เนอะ!”
“รู้อยู่แล้วว่าสุดท้ายก็ต้องเป็นแบบนี้!”
…
ลู่เฉินมองไปที่หลี่ว์ซือที่กำลังประหลาดใจด้วยรอยยิ้ม “หรือว่าเจ้าไม่อยากได้น้ำค้างบุปผาพันปีงั้นหรือ?”
”เจ้า!” หลี่ว์ซือเข้าใจทันทีว่าลู่เฉินหมายถึงอะไร
”ไปกันเถอะ มาดูกันว่าผู้นำคนนั้นจะร้ายกาจเพียงใด!”
หลี่ว์ซือที่ได้ยินเช่นนั้นก็ทำได้เพียงมองไปทางทหารม้าทมิฬแล้วเอ่ยว่า “นำทางเถิด!”
ดังนั้นทหารม้าทมิฬจึงพาทั้งสองคนไปที่ประตูเมือง ซึ่งที่ตรงนั้นก็ได้มีรถม้าสีดำจอดอยู่
เ