ล่านี้กลับมาล้อมลู่เฉินเอาไว้ และหัวหน้าของพวกเขาก็เป็นชายแปลกหน้า
ชายผู้นั้นดูเย้ายวนนัก เพราะเขาเขียนคิ้ว และยิ่งไปกว่านั้นริมฝีปากก็แดงระเรื่อ ราวกับทาชาดสีแดงอย่างไรอย่างนั้น
และที่สำคัญที่สุดคือน้ำเสียงที่เหมือนสตรี
รู้สึกเหมือนดั่งนักแสดงในหอโคมเขียวอย่างไรอย่างนั้น
“เขาคือรุ่นสุดท้ายของตระกูลลู่?” ชายคนนั้นยิ้มอย่างมีเสน่ห์
ก่อนจะเป็นหลิวหยุนซานที่พูดอย่างตื่นเต้น “ใช่ เขาเอง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายคนนั้นก็ยิ้มให้ลู่เฉิน “เจ้าจะมอบตัวหรือจะให้พวกเราลงมือ?”
“เจ้าเป็นใคร เหตุใดถึงคิดจับคนตระกูลลู่?” ลู่เฉินเดาว่าการจับกุมตระกูลลู่นั้นเกี่ยวข้องกับคนที่เป็นหัวหน้าผู้นี้ ซึ่งก็เป็นดั่งคาด คนที่เป็นผู้นำพลันฉีกยิ้มอย่างชั่วร้าย “ข้า… คือผู้ตรวจการหนึ่งดาวแห่งสำนักตรวจการ หลู่หยวน”
“สำนักตรวจการ? เป็นผู้รับผิดชอบดูแลตรวจสอบเจ้าหน้าที่ราชสำนักไม่ใช่หรือ? และตระกูลลู่ของข้าก็ไม่ได้รับราชการอีกต่อไปแล้ว และยังมาที่เมืองห่างไกลชั้นห้านี่อีก” ลู่เฉินถามอย่างไม่เข้าใจเล็กน้อย
“ข้าคือผู้ดูแลตรวจสอบขุนนางของราชสำนัก และบรรพบุรุษของเจ้าล้วนเป็นขุนนาง ดังนั้นหากบรรพบุรุษของเจ้าทำอะไรไม่ดี ก็ทำได้แค่มาจับกุมชนรุ่นหลังอย่างพวกเจ้าก่อน แล้วค่อยกลับไปไต่สวน” หลู่หยวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ตระกูลลู่มีป้ายทองคำ เจ้าทำเช่นนี้ไม่กลัวว่าจะสร้างปัญหาให้ราชสำนักและไม่เป็นผลดีต่อเจ้าหรือ?” ลู่เฉินกล่าวอย่