ที่แห้งเหี่ยวอยู่ศพหนึ่ง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวอวี๋พลันรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ขณะที่คนอื่น ๆ โดยรอบก็เอาแต่คิดหาทางออก ทว่ารอบด้านเต็มไปด้วยค่ายกล จึงทำให้พวกเขาไม่กล้าเข้าไปยุ่งตามอำเภอใจ เพราะกลัวว่าจะหลุดเข้าไปในค่ายกลอีกครั้ง
ในขณะที่ลู่เฉินเพียงจ้องเขม็งไปที่โลงศพศิลา เพราะเขาพบว่าในโลงนี้มีพลังปราณอันแข็งแกร่งซ่อนอยู่
“หรือว่าในโลงศพนี้จะมีแดนลับซ่อนอยู่?” ลู่เฉินเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าวด้วยสีหน้าใคร่รู้
เมื่อทุกคนเห็นท่าทีเช่นนั้นก็พลันตะโกนว่า “เจ้าหนู อย่าเข้าไปใกล้มัน ระวังจะตายโดยไม่รู้ตัวนะ!”
“ใช่ ศพนั่นดุร้ายมาก!”
”ใช่แล้ว!”
ขณะที่คนเหล่านี้ร้องตะโกน ทันใดนั้นฝาโลงก็ถูกเตะออก ก่อนจะมี ‘คน’ ลอยออกมาจากข้างใน
ชายคนนี้มีผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เรือนกายเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก และยังมีขนสีเขียวขึ้นตามร่างกาย ดูแล้วแปลกประหลาดยิ่งนัก
แต่นี่ไม่ใช่ประเด็น …เพราะเมื่อฟังจากลมหายใจของอีกฝ่าย แล้วจะพบว่า ชายคนนี้น่าจะอยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้!
ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงพากันสั่นสะท้าน “เป็นซากศพขั้นหลอมแก่นแท้จริงหรือ?”
โจวอวี๋สูดหายใจเฮือกใหญ่ ขณะที่ซากศพซึ่งแห้งเหี่ยวก็ส่งเสียงหึ่ง ๆ ออกมา ราวกับว่ามันกำลังหายใจ เสียงนี้สะท้อนไปมา ฟังแล้วน่ากลัวยิ่งนัก
ทว่าลู่เฉินกลับยังคงก้าวต่อไปทีละก้าวโดยไม่เกรงกลัว
“เจ้าบ้า!” โจวอวี๋ตกตะลึง
ยามที่ลู่เฉินอยู่ห่างจากซากศพไปเพียงสามก้าว เขาหลับตาลง จากนั้น