อวี๋ยังคงพึมพำกับตัวเองว่า “แม้จะไม่เข้าร่วม ข้าก็ย่อมสามารถเข้าใจเองได้!”
ทว่าโจวอวี๋กลับเดินตามอีกฝ่ายไปอย่างเงียบ ๆ
“เขาตามมาแล้ว” ยามที่ปิงหลิวหลีเห็นโจวอวี๋ยู่ข้างหลัง นางก็หันไปกล่าวกับลู่เฉินอย่างฉงน แต่ท่าทีของลู่เฉินกลับยังคงสงบ “ก็แล้วแต่เขา”
ปิงหลิวหลีส่งเสียงรับคำ ก่อนจะเริ่มตรวจสอบอักขระยันต์เยียวยาในร่างกายของตนเอง ทันใดนั้นความสับสนของนางก็บังเกิดขึ้น
‘ขั้นพลังของเขาเพิ่งจะอยู่เพียงขั้นกลั่นลมปราณระดับห้าแท้ ๆ แล้วเหตุใดพลังของอักขระยันต์ถึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ได้?’ เจ้าสำนักสาวได้แต่ครุ่นคิด
ทว่าไม่มีผู้ใดไขความกระจ่างให้ปิงหลิวหลีได้ และนางเองก็รู้ดีว่าลู่เฉินไม่มีทางบอกนางง่าย ๆ หญิงสาวจึงทำได้เพียงสะกดความอยากรู้ของตนเอง แล้วเร่งตามฝีเท้าของลู่เฉินไปยังสุสานโบราณ
…
นอกสุสานโบราณมีผู้คนมารวมตัวกันอยู่นับไม่ถ้วน
ทว่าสุสานโบราณแห่งนี้ถูกบางสิ่งบางอย่างระเบิดเละจนสภาพผิดไปจากเดิม ดังนั้นสิ่งที่ทุกคนเห็นยามนี้จึงมีเพียงก้อนหินระเกะระกะ รวมทั้งหมอกบาง ๆ ที่ลอยออกจากซอกหุบเขาเท่านั้น
“ลงไปหรือ?” มีใครบางคนอยากลงไปแต่ไม่กล้า
ทว่าก็ยังมีผู้ที่ใจกล้าอยู่บ้าง พวกเขาไม่รอช้า เร่งพุ่งตัวเข้าไปผ่านหว่างหินเหล่านั้นทันที ในมือของพวกเขากำศิลาเรืองแสงเอาไว้มั่น
ไม่เพียงเท่านั้น บางคนหยิบเชือกออกมามัดไว้กับต้นไม้ใหญ่ใกล้เคียง จากนั้นก็ทิ้งตัวไปตามซอกเขา
เวลานั้น บรรยากาศบริเวณทางเข้าจ