ฝ่าบาททรงตั้งใจจะส่งเวินเทียนเหล่ยไปต่างหาก แต่คนตระกูลเวินไม่เห็นด้วย อีกทั้งทางเหนือยามนี้กำลังมีสงคราม แม้ฤดูหนาวพวกเผ่าเร่ร่อนจะเพลา ๆ มือลงบ้าง แต่พวกเขาก็เชี่ยวชาญการลอบโจมตี ทางเหนือจึงยังไม่มีความสงบสุข เรื่องนี้เลยถูกระงับไว้ชั่วคราว”
“ถ้าอย่างนั้นเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้ คือต้องจับตาดูทุกฝีก้าวของหลินเฟิง เพื่อป้องกันไม่ให้เขาแผลงฤทธิ์ในการประชุมขุนนางครั้งใหญ่เจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานสมองไวพอที่จะเปลี่ยนประเด็นทันทีเมื่อรู้ว่าเรื่องก่อนหน้ายังไม่เร่งด่วน
“เรื่องหอฝานเทียน ข้าบอกจีหยางแล้วว่าไม่ต้องคอยจับตาดูอีก เพราะด้วยหลินเฟิงมีวรยุทธ์สูงส่ง จีหยางจึงไม่อาจรับมือได้ไหว” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว “ข้าจะให้เฮ่อเจิ้งเทียนไปจับตาดูเขาแทน”
พอถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็ตาเป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง นางคว้ามือเมิ่งฉีฮ่วนไว้แล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องเปลี่ยนคนเจ้าค่ะ! ให้จีหยางจับตาดูต่อไปนั่นแหละ เพียงแต่เปลี่ยนเป้าหมายไม่ใช่ที่หลินเฟิง แต่ให้จีหยางไปจับตาดูหลานซั่วแทน! ในเมื่อท่านมั่นใจแล้วว่าหลานซั่วคือหมากที่หลินเฟิงทิ้งไว้ในเมืองหลวง และช่วงนี้เขาก็มาพบนางบ่อยครั้ง แสดงว่าหมากตัวนี้ถูกเปิดใช้งานแล้ว อีกอย่างหลานซั่วไร้วรยุทธ์ และจีหยางเองก็เป็นเจ้าของหอฝานเทียน การที่เขาจะให้ความเมตตาดูแลนางเป็นพิเศษหน่อยย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเจ้าค่ะ!”