ผู้ติดตามลากคนที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนออกมา “ท่านผู้นี้คือผู้ดูแลจวนของท่านผู้ว่าการ เขาสามารถเป็นพยานได้ว่าหลิ่วเทียนเสียงทำบัญชีปลอม ยักยอกเงินบริจาคไปหนึ่งล้านตำลึง!”
ท่านผู้ว่าการที่นั่งอยู่บนบัลลังก์โกรธจนแทบจะหายใจไม่ออก “เฉินฟูเหริน ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเจ้าจะกล้าบุกเข้าจวนขุนนางราชสำนักไปจับคน! อีกอย่าง ผู้ดูแลจวนของข้าดูแลแต่เรื่องในจวนเท่านั้น ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเงินบริจาคของหมู่บ้านผู้อพยพ แล้วเขาจะเป็นพยานได้อย่างไร!”
จี้ซินเยว่รู้ตัวดีว่านางได้ก่อเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว แต่ก็ยังค่อย ๆ โค้งคำนับท่านผู้ว่าการ แล้วกล่าวว่า “ขอท่านผู้ว่าการโปรดระงับความโกรธ แม้ว่าผู้ดูแลจวนของท่านจะไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเงินบริจาคของหมู่บ้านผู้อพยพ แต่เขาเห็นหลิ่วเทียนเสียงทำบัญชีปลอม ข้าเองก็แค่ต้องการปกป้องความปลอดภัยของพยาน จึงได้นำเขาออกมาจากจวนของท่านโดยพลการ และพามาที่ศาลเพื่อเผชิญหน้ากับคนชั่วช้าเจ้าเล่ห์”
เมื่อจี้ซินเยว่พูดจบ ผู้ดูแลจวนก็ถูกผลักออกมาข้างหน้า
ท่านผู้ว่าการตบไม้เคาะบัลลังก์ลงอย่างแรง แล้วตวาดว่า “อาเกิ่ง สิ่งที่เฉินฟูเหรินกล่าวเป็นความจริงหรือไม่?”
ผู้ดูแลจวนที่ถูกเรียกว่า ‘อาเกิ่ง’ คุกเข่าโขกศีรษะ ก้มหน้าพูดว่า “ทุกคำที่เฉินฟูเหรินกล่าวล้วนเป็นความจริง นายท่าน ข้าน้อยได้เห็นท่านหลิ่วมารายงานบัญชีที่จวน เขาถือสมุดบัญชีมาสองเล่ม เล่มหนึ่งตกพื้น ข้าน้อยเหลือบไปเห็น มันเขียนว่า ‘บัญชี