กน่ะ! เจ้าเคาะประตูดังเช่นนี้ คิดจะพังประตูบ้านข้าหรือ?” หลี่เยว่หานให้หลิงซีอยู่ในห้องครัว แล้วบอกนางว่าหากได้ยินเสียงใด ๆ ก็อย่าออกมา จากนั้นเธอก็เปิดฉากตะโกนถามด้วยความหงุดหงิดทันที
นี่เป็นเวลากินข้าวเย็น หลายคนชอบออกมานั่งอยู่หน้าบ้าน พร้อมชามข้าวในมือ เพื่อกินข้าวและพูดคุยกันเรื่องต่าง ๆ มีเพียงไม่กี่คนที่ปิดประตูบ้านกินข้าวเหมือนหลี่เยว่หาน
ทว่าทุกคนย่อมรู้ดีว่าสตรีที่อยู่กับลูกสาวแค่สองคนอย่างหลี่เยว่หาน จำต้องระมัดระวังตัวให้มาก จึงไม่มีใครตำหนินางแต่อย่างใด
หลี่เยว่หานไม่ได้ยินเสียงใครพูดจากข้างนอก แต่เสียงเคาะประตูยังคงดังอยู่ พูดตามตรง เธอก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเหมือนกัน
แต่เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วเห็นว่ายังสว่างอยู่ หลี่เยว่หานก็ทำใจแข็ง แล้วก้าวไปปลดกลอนประตู และเปิดออกทันที
ทันทีที่ประตูเปิด ร่างอวบอั๋นของผู้หญิงที่มีกลิ่นแป้งโชยคลุ้งก็ร่วงลงสู่อ้อมแขนของหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานรีบผลักนางออกไปอย่างรวดเร็ว แล้วมองใกล้ ๆ เอ๊ะ นี่มันแม่ม่ายฉางไม่ใช่หรือ!
“ท่านกำลังทำอันใด?” หลี่เยว่หานอาจไม่มีความแค้นเคืองกับวังหลาน แต่เธอไม่ได้คิดจะญาติดีกับแม่ม่ายฉาง ทันทีที่เห็นว่าเป็นนาง ใบหน้าของหลี่เยว่หานก็บูดบึ้ง ราวกับมีคำว่า ‘ไม่ต้อนรับ’ เขียนอยู่บนหน้าผาก
“ข้าเคาะประตูตั้งนาน เหตุใดเจ้าไม่รีบมาเปิด!” แม่ม่ายฉางพูด พร้อมผลักแขนที่ดูบอบบางของหลี่เยว่หาน หมายจะเดินเข้าไปในบ้าน