เมื่อเห็นหลี่เยว่หานยกที่เขียนคิ้วขึ้น ก่อนวางมันลงอีกครั้ง เมิ่งฉีฮ่วนก็อดที่จะถามอย่างสงสัยไม่ได้
“ข้าคิดว่าคิ้วของข้างดงามแล้ว ไม่ต้องลงคิ้วแล้ว” หลี่เยว่หานกล่าวอย่างมั่นใจ
หลังจากได้ยินคำพูดของนาง เมิ่งฉีฮ่วนก็เม้มปาก ก่อนจะยิ้มในที่สุด “งั้นมาทานอาหารเช้ากัน”
หลังอาหารเช้า เสี่ยวเอ้อร์ก็มาเคาะประตู บอกว่ารถม้าจากที่พักของตระกูลเวินกำลังรอพวกเขาอยู่ข้างนอกแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนให้รางวัลชายคนนั้นด้วยเหรียญทองแดงหลายร้อยเหรียญ เป็นอันรับรู้ก่อนปิดประตู
“เมิ่งฉีฮ่วน” หลี่เยว่หานเท้าแขนบนโต๊ะด้วยความสงสัย มองไปที่ชายหนุ่มพลางเอามือกุมใบหน้า “ท่านมีเงินเท่าไหร่กัน? ทำไมถึงให้รางวัลได้ตั้งหลายร้อยอีแปะ?”
“มีค่อนข้างเยอะ” เมิ่งฉีฮ่วนหันกลับมามองที่หลี่เยว่หาน หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาช่วยนางเช็ดปากแล้วพูดว่า “คราวที่แล้วข้าพาเจ้าไปขายหนังสัตว์ที่โรงประมูล เจ้าจำได้ไหม?”
“จำได้?” หลี่เยว่หานพยักหน้าอย่างเขินอาย
“โดยเฉลี่ยแล้วข้าสามารถขายหนังสัตว์เหล่านั้นได้หนึ่งชิ้นในทุกวัน ข้าไม่ได้ไปที่โรงประมูลบ่อยนัก ส่วนใหญ่จะขายให้กับพ่อค้าทั่วไป เช่น เวินเทียนเหล่ย ราคาที่พวกเขาให้สูงกว่าโรงประมูลและเป็นอย่างนี้มาตลอด ครั้งที่แล้ว ข้าแค่อยากจะพาเจ้าไปเรียนรู้ ดังนั้นข้าจึงส่งมันไปที่โรงประมูล”
เมื่อได้ยินเมิ่งฉีฮ่วนพูดเรื่องที่น่าตกใจอย่างใจเย็น หลี่เยว่หานก็เบิกตากว้างทันที “ที่ท่านบอก หมายความว่าท่านส