มิ่งฉีฮ่วนตามลำพังเท่าไหร่นัก
รถม้าโครงเครง ลมพัดเสียงดัง หลี่เยว่หานจึงไม่ทันรู้ตัวว่าเมิ่งฉีฮ่วนได้มานั่งยองอยู่ข้างตนเสียแล้ว
“นั่นก็ไม่ง่าย ดูพระจันทร์เอา” คนรับรถม้าตอบกลับ พลางชี้นี้ไปยังดวงจันทร์กลมโตสว่างไสวบนท้องฟ้า และชี้ไปยังม้าทั้งสองตัวที่ลากเกวียนอยู่ พลันพูดต่อ “ม้าทั้งสองตัวของข้าได้รับอาหารที่มีคุณภาพ ม้าแก่รู้ทางนั้น เคยได้ยินหรือไม่ พวกมันเคยวิ่งมาเส้นทางนี้นับครั้งไม่ถ้วน แม้ข้าจะหลับตาพวกมันก็ไม่เคยวิ่งผิดเส้นทาง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็พยักหน้ารับรู้ หญิงสาวหันหน้ากลับไป แต่เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนกำลังนั่งอยู่ข้างตน ดวงตาทั้งสองข้างกำลังจ้องมองตนอยู่พอดี หญิงสาวจึงตกใจจนแทบจะวิ่งลงรถม้าไป
ยังโชคดีที่เมิ่งฉีฮ่วนมือไวจึงคว้าไว้ทัน
“ท่านทำอะไร ตกใจแทบแย่!” เมื่อหลี่เยว่หานสงบลง จึงรีบเข้าไปในรถม้าทันที
เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มแต่ไม่พูดอะไร เพียงหันไปพูดกับคนขับรถม้าอีกสองสามคำ จากนั้นจึงปิดประตูรถม้า “ลมช่วงฤดูใบไม้ร่วงค่อนข้างแรง เจ้าสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น อย่าออกไปโดนลมด้านนอกนัก”
“ขอบใจที่เป็นห่วง” หลี่เยว่หานกลับไปนั่งที่ของตน เวลาผ่านล่วงเลยไปทั้งสองก็ยังไม่พูดอะไรกัน
ในบรรยากาศที่แปลกและอึมครึมเช่นนี้ เพียงไม่นานก็ผ่านไป
เวลาปิดประตูของเมืองหลิวชิงนั้นค่อนข้างดึก ดังนั้นเมื่อเดินทางมาถึงประตูเมือง หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนแสดงเอกสารบางอย่าง เพียงไม่นานรถม้าก็พาทั้งสองเ