หรือ?”
“เจ้า…” หวังเฟิ่งที่ถูกหลี่เยว่หานถามขึ้นมา ก็พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
หลิ่วจื้อหย่วนที่อยู่ด้านข้างเห็นว่าหลี่เยว่หานดื้อดึงไม่ยอมฟังคำโน้มน้าว ก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมาบ้าง “หลี่เยว่หาน ข้ารู้ว่าเจ้าจับจ้องทรัพย์สมบัติและอิทธิพลตระกูลหลิ่วของข้า เอาเช่นนี้แล้วกัน ข้าจะมอบเงินให้เจ้าห้าสิบตำลึงเงิน เพื่อยกเลิกการแต่งงานนี้ของพวกเรา!”
“ที่แท้ชีวิตของผู้อาวุโสหลิ่วก็มีค่าเพียงห้าสิบตำลึงเงินหรือ?” หลี่เยว่หานเหยียดยิ้ม “ไม่รู้ว่าหากผู้อาวุโสหลิ่วรู้ว่าคุณชายหลิ่วกล่าวอะไรออกมา ผู้อาวุโสจะกระอักเลือดออกมาด้วยความโกรธหรือไม่”
“พูดดี ๆ ไม่ชอบ ชอบให้บังคับหรืออย่างไร!” หลิ่วจื้อหย่วนโกรธเป็นอย่างยิ่ง “ข้าอุตส่าห์พูดกับเจ้าดี ๆ เพราะเห็นแก่หน้าหรงหรง! อย่าคิดว่าเพียงแค่ตนเองมีสัญญาหมั้นหมายก็สามารถกำเริบเสิบสานได้!”
“คุณชายหลิ่วไม่ต้องกังวล เยว่หานย่อมไม่กล้ากำเริบเสิบสาน” หลี่เยว่หานหันไปมองหลิ่วจื้อหย่วนอย่างไม่แยแส “การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามใจชอบ หากคุณชายหลิ่วต้องการแต่งงานกับน้องสาวต่างมารดาของข้าอย่างหลี่หรงหรง ก็จำเป็นต้องมีผู้เที่ยงธรรมน่านับถือมาเป็นพยานไม่ใช่หรือ”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ หวังเฟิ่งก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“อีกสักครู่ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านก็น่าจะมาถึงที่นี่” หลี่เยว่หานกล่าวพร้อมมองไปที่หวังเฟิ่งด้วยใบหน้ากึ่งยิ้มกึ่