ว่าไม่มีอะไรจะพูด
เหรินเซวียนจือนั่งเม้มปากอยู่บนพรมบินอย่างเรียบร้อยราวกับสาวน้อยขี้อาย หวาหวั่นซีถามอะไร เขาก็ส่งเสียงอืม บางครั้งพยักหน้า สีหน้าของเขาแลดูกระอักกระอ่วนและมีความสุขนิดๆ ทำ ำให้คนไม่เข้าใจว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ จินเฟยเหยาเห็นท่าทางของเขาก็รู้สึกว่าน่าขำ ปิศาจราคะถึงกับตกเป็นเบี้ยล่าง เรียบร้อยราวกับเด็กน้อยที่ไม่เคยสัมผัสสตรีมาก่อน
ระหว่างทางพบผู้บำเพ็ญเซียนเผ่ามนุษย์เผ่ามารหลายครั้ง ตอนผ่านการไต่สวนล้วนมีเหรินเซวียนจือไปติดต่อ จึงถูกปล่อยตัวมาอย่างราบรื่น จินเฟยเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย “ผู้บำเพ็ญเซียน เผ่ามนุษย์เผ่ามารมากมายขนาดนี้ ทำไมพอเจ้าแจ้งชื่อก็ถูกปล่อยตัวไปอย่างง่ายดาย?”
เหรินเซวียนจือเอ่ยเรียบๆ “ข้าคือหนึ่งในแปดเจินเหรินใหญ่ของสำนักหมิงเยวี่ย ออกมารบกับเผ่าปิศาจครั้งนี้ ข้ามีฐานะเป็นแนวหน้า การรบแต่ละครั้งล้วนมีข้าอยู่ข้างหน้า มีชื่อเ เสียงในสามเผ่าอยู่บ้าง ย่อมถูกไต่สวนน้อย”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าโลกวิญญาณเป่ยเฉินมีสำนักใดมาบ้าง?” จินเฟยเหยารู้สึกว่าพวกเขาล้วนเป็นคนของโลกวิญญาณทั้งสิบสองแห่ง น่าจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากกว่าเผ่ามนุษย์ภายนอก คาดว่ าสอบถามเรื่องพวกนี้