าะ ณ ที่นั้น ไม่ได้เอ่ยปฏิเสธอะไร เพียงแค่หัวเราะอย่างสง่างาม ทว่าพองานเลี้ยงจบลง เขาก็เรียกข้าไปหา ให้ข้าไปขโมยศิลาเทียนฮุ่น เผ่ามารซิงหลัวสูญเสียศิลาเทียนฮุ่นไป งานดูตัวครั้งนี้ย่อมไม่สำเร็จ” ปู้จื้อโหยวอธิบาย
แต่จินเฟยเหยารู้สึกไม่ถูกต้อง จอมมารหลงหัวเราะแล้ว จะแค่ขโมยศิลาเทียนฮุ่นและขับไล่สตรีผู้นั้นไปก็จบเรื่องได้อย่างไร ด้วยนิสัยของเขาน่าจะสังหารสตรีผู้นี้จากนั้นเหยียบย่ำจนเละสุดท้ายโยนให้สุนัขกินจึงถูกต้อง
“ไม่สังหารคน แค่ขโมยสิ่งของหรือ?”
ปู้จื้อโหยวพยักหน้าตอบรับอย่างมั่นใจ “แค่ขโมยสิ่งของไม่ฆ่าคน เรื่องฆ่าคนย่อมต้องมีผู้อื่นไปทำ ไม่ต้องรีบร้อน สังหารเพียงคนเดียวเกรงว่าไม่อาจดับเพลิงโทสะของท่านลุงได้ อย่างน้อยที่สุดต้องฆ่าล้างตระกูล แต่ทุกคนมีอายุขัยยืนยาวสามารถค่อยๆ แก้แค้นได้ อีกทั้งเผ่ามนุษย์ขโมยศิลาเทียนฮุ่นไปไม่เกี่ยวอะไรกับเผ่ามาร”
“ใต้เท้าหลงเจ้าคิดเจ้าแค้นมาก คาดว่าคงถูกเผ่ามนุษย์ข่มเหงที่โลกวิญญาณซิงหลัว” เวลานี้จินเฟยเหยาไม่กล้าพูดว่าจอมมารหลงแล้วทว่าใช้คำว่าใต้เท้าทันที ผู้ใดจะรู้ว่าจะไปเข้าหูของเขาหรือไม่
ปู้จื้อโหยวได้ยินก็ยิ้มแย้ม “ผู้ใดจะกล้าข่มเหงเขา”
……………………………