เซียนบรรพกาลจมอยู่ในความทรงจำเมื่อหนึ่งแสนสองหมื่นปีก่อน ท่านเต๋าปู้อวี่ถือพู่กันจดบันทึกความทรงจำของเซียนบรรพกาลหากไม่ดูเนื้อหาที่ท่านเต๋าปู้อวี่บันทึก นี่คงเป็นภาพของความกลมเกลียวระหว่างผู้อาวุโสและผู้เยาว์เซียนบรรพกาลเล่าตั้งแต่ฟ้าสางจนถึงฟ้ามืด เนื้อย่างที่กินตอนเที่ยงย่อยหมดแล้ว จึงหยุดพักลู่หยางและกั่นเถียนใช้จิตสำรวจดูสิ่งที่อาจารย์บันทึก กังวลว่าเซียนบรรพกาลจะรับไม่ได้กับแนวคิดการเผยแพร่อันก้าวหน้าเกินไปของท่านเต๋าปู้อวี่ และอาจแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น บรรพบุรุษทุบตีลูกหลานที่ไม่เอาไหน ด้วยความเข้าใจกันจึงไม่พูดเรื่องนี้ออกมาอีกอย่าง สิ่งที่อาจารย์บันทึกก็ไม่ได้ผิด อย่างน้อยทุกประโยคเป็นสิ่งที่เซียนบรรพกาลพูด แค่ปรับแต่งเล็กน้อยเท่านั้น“ความสามารถในการบิดเบือนความจริงของศิษย์พี่รองก็เรียนรู้มาจากอาจารย์นี่เอง” ศิษย์พี่คนที่สามส่งเสียงสื่อจิตนิสัยที่ไม่ดีทั้งหมดของท่านเต๋าปู้อวี่ล้วนถูกศิษย์พี่รองเรียนรู้ไปไม่แปลกที่จะมีชื่อเสียงเสื่อมเสียในดินแดนพุทธทางตะวันตก
“ศิษย์พี่รองเรียนรู้จากอาจารย์ แล้วความสามารถนี้ของอาจารย์ล่ะ เรียนรู้มาจากที่ไหน?”“จากผู้อาวุโสที่แปด ไม่ใช่หรือว่าอาจารย์ถูกผู้อาวุโสที่แปดเลี้ยงดูมาหรือ?”“แล้วผู้อาวุโสที่แปดล่ะ ดูเหมือนอาจารย์ปู่ของพวกเราจะไม่มีนิสัยแบบนี้?”“เรียนรู้ด้วยตัวเอง”“ช่างมีพรสวรรค์จริงๆ”เซียนบรรพกาลยังไม่ได้เริ่มบำเพ็ญ จึงไม่มีจิต