“เจ้าแสดงท่าทีอะไรกัน!” เซียนห่านไห่ขวางชายผู้นั้นไว้ ท่านบรรพบุรุษมีน ้าใจทักทาย แต่กลับได้รับเพียงเสียงแค่นลมหยามหยันเขาโกรธทันทีชายผู้นั้นหรี่ตามอง พินิจพิจารณาเซียนห่านไห่ นอกจากฮ่องเต้อวี๋และอาจารย์หลวงคนแรก ยังไม่เคยมีใครกล้าพูดกับเขาเช่นนี้ ในสายตาเขา เซียนห่านไห่เป็นคนตายไปแล้วหากไม่ใช่เพราะตอนนี้ไม่ใช่สถานที่เหมาะสม เขาเพียงแค่คิดนิดเดียวก็สามารถบดขยี้คนธรรมดาคนนี้เป็นผุยผงนับพันนับหมื่นครั้งเห็นทั้งสองมีท่าทีจะทะเลาะกัน เซียนบรรพกาลรีบแทรกกลางระหว่างทั้งสอง “ฟางไหย พอแล้วๆ เรื่องนี้เป็นความผิดของข้า ข้าไม่ควรทักทายเขาโดยตรง เขาคงขี้อาย ลองเข้าใจเขาหน่อย”หากเป็นในยุคแคว้นต้าอวี๋ เซียนบรรพกาลจะคิดว่าอีกฝ่ายไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์กับตน เซียนบรรพกาลเข้าใจดี ผู้บำเพ็ญในยุคแคว้นต้าอวี๋ครึ่งวันไม่พูดสักประโยค ไม่ก็แค่นเสียงหึหรือใช้สายตาสื่อสาร เหมือนคนใบ้ทั้งนั้นแต่ปัจจุบันเป็นยุคแคว้นต้าเซี่ย จากการสังเกตครึ่งปีที่ผ่านมาคนในแคว้นต้าเซี่ยล้วนร่าเริงมีชีวิตชีวา ไม่แค่นเสียงหึอย่างไร้มารยาทเช่นนี้ คงเป็นเพราะอีกฝ่ายขี้อายเกินไป
กู๋จวินเย่ถอนหายใจเบาๆ ไม่พูดอะไรชายผู้นั้นกำลังจะพูด แต่ได้ยินเสียงจอแจในฝูงชน ขัดจังหวะคำพูดเขากลุ่มไอน ้าลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นเมฆมงคล รองรับไต้ปู้ฟานไต้ปู้ฟานยืนประสานมือไว้ด้านหลัง สีหน้าเคร่งขรึม ประกาศเสียงดังต่อผู้มาร่วมการทดสอบที่ยืนกันมืดฟ้ามัวด