ลู่หยางเห็นแมงจักจั่นปีศาจตายอย่างไร้พิธีรีตอง จึงเงียบไปครู่หนึ่ง เขายังไม่ทันรู้แม้แต่ชื่อของจักจั่นทองเลยเซียนอมตะเห็นลู่หยางเงียบลง เดาได้ว่าลู่หยางกำลังคิดอะไรอยู่จึงวางท่าเป็นผู้มากประสบการณ์ พร ่าสอนอย่างหนักแน่น: “นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของการต่อสู้อันโหดร้ายในยุคโบราณเท่านั้น เจ้าต้องปรับตัวให้คุ้นชินเสียบ้าง”“เรื่องโหดร้ายที่ข้าเคยประสบมา ย่อมเกินกว่าที่เจ้าจินตนาการได้ แม้กระทั่งตอนนี้ ข้าก็ไม่อยากรำลึกถึงมัน”ลู่หยางรู้สึกเข้าใจขึ้นมาบ้าง แน่นอนว่าการแย่งชิงยุคทองโบราณเป็นการต่อสู้เอาเป็นเอาตาย มิใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างที่เซียนอมตะบรรยาย ต้องผ่านการนองเลือดมาอย่างโชกโชนนี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้เซียนอมตะไม่อยากรำลึกถึงเรื่องในอดีตเพราะไม่ใช่ประสบการณ์ที่น่ารื่นรมย์นัก“นึกถึงตอนที่ข้าต้องบดขยี้จักจั่นทอง ถึงกับต้องใช้ฝ่ามือหุบเขาออกมา น ้าจักจั่นเลอะนิ้วข้าไปหมด ความรู้สึกตอนนั้นคิดขึ้นมาแล้วยังขยะแขยง” นึกถึงการต่อสู้ครั้งนั้น เซียนอมตะแสดงสีหน้ารังเกียจพลางสะบัดมือเบาๆ เป็นเชิงสัญลักษณ์
เซียนอมตะลุกขึ้นจากเตียง ที่นอนนุ่มนิ่ม พอลุกขึ้นมาแล้วยังกระดอนขึ้นลงสองสามที“ฝ่ามือหุบเขาเจ้าเคยเห็นใช่ไหม ตอนนั้นฝ่ามือหุบเขาที่ข้าใช้มันใหญ่ประมาณนี้—–” เซียนอมตะกางแขนทั้งสองข้าง พยายามวาดวงกลมใหญ่เซียนอมตะยื่นนิ้วออกมาหนึ่งนิ้ว: “ตอนนั้นก็ประมาณนี้”พูดจบ ยังจิ้มลู่หยางสองสามทีลู่หยาง: