ีบุคคลสำคัญอีกหลายคนที่ยังไม่ฟื้นคืนสติ แม้เป็นเช่นนี้ ลัทธิสวรรค์ก็เป็นสิ่งที่ลัทธิจิ่วอิ่วของเราไม่อาจเทียบได้”“ประมุข ประมุขลัทธิเย่าหยางหวังว่าจะได้พบท่าน” รองประมุขนามสกุลเซี่ยรายงาน ส่งบัตรเชิญจากลัทธิเย่าหยางมู่ไป๋อี้ขมวดคิ้ว รู้สึกสงสัย ลัทธิจิ่วอิ่วนับถือการเวียนว่ายตายเกิดวิชายุทธ์โดยทั่วไปมักเกี่ยวกับธาตุหยิน ลัทธิเย่าหยางจากชื่อก็รู้ว่าวิชายุทธ์เป็นธาตุหยาง ทั้งสองลัทธิแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกัน“เขาจะมาทำอะไร?”แต่ก็ควรต้องพบ ต่างเป็นลัทธิมารต้องให้หน้ากันบ้าง
สำนักงานใหญ่ของลัทธิจิ่วอิ่วไม่อาจเปิดเผยตำแหน่งได้หลังจากผ่านไปหนึ่งวัน ประมุขทั้งสองนัดพบกันที่หอชา ลัทธิเย่าหยางจ่ายเงินจองชั้นหนึ่งของหอชาประมุขลัทธิเย่าหยางนำคุ้มกันสองคนมาตามเวลานัดประมุขลัทธิเย่าหยางเป็นชายวัยสามสี่สิบปี หน้าตาถมึงทึงหัวล้าน ตาเดียว ตาขวามีรอยแผลเป็นน่ากลัวตั้งแต่หน้าผาจรดแก้มดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก“ฮ่าๆๆ สหายมู่ พวกเราไม่ได้พบกันนานแล้วนะ!”ประมุขลัทธิเย่าหยางทักทายอย่างร้อนรน ท่าทีดีราวกับเป็นพี่น้องร่วมอุทรกับมู่ไป๋อี้“มีอะไรก็ว่ามา ไม่มีก็แยกย้าย”มู่ไป๋อี้ตอบอย่างเย็นชา ไม่ต้องการสานสัมพันธ์กับประมุขลัทธิเย่าหยางมากนัก ความร้อนรนของอีกฝ่ายทำให้เขาทนไม่ไหว“อ้าว พูดอะไรเช่นนั้น ด้วยความสัมพันธ์ของเรา ข้าจะมาพบเจ้าโดยไม่มีเรื่องสำคัญได้หรือ?” ประมุขลัทธิเย่าหยางนั่งลง ลูบศีรษะล้านยิ้มแย้ม“มีธุ