้เหนือระดับ แม้ว่าข้าจะสำรองกำลังไว้บ้าง แต่การที่ท่านบีบให้ข้าตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว นึกย้อนไปถึงตอนที่ข้าอยู่ขั้นแก่นทองคำ ไร้คู่ต่อสู้ทั่วหล้า ไม่เคยพ่ายแพ้แม้แต่ครั้งเดียว”หยางติ่งพยักหน้า ลูบศีรษะโล้นเกลี้ยงเกลา วิจารณ์การต่อสู้เมื่อครู่
“พูดได้ถูกต้อง ท่านเจ้าสำนักลู่มีจิตสำนึกการต่อสู้แข็งแกร่งเหลือเกิน ข้าแทบไม่เคยเห็นผู้ใดเทียบได้ในชีวิต เป็นพรสวรรค์ที่เกิดมาเพื่อต่อสู้ อายุยังน้อยแต่ได้เข้าใจแก่นแท้ของเอกภาพแห่งหมัดแล้ว สมกับเป็นศิษย์น้องที่อวี้จือเพาะเลี้ยงมา น่าเสียดายที่ข้าประลองกับเขาเมื่อครู่ เป็นการใช้ความได้เปรียบทางวัยวุฒิ ไม่กล้าใช้พลังเต็มที่ จึงพลาดพลั้งพ่ายแพ้ หากข้าอยู่ขั้นแก่นทองคำจริงๆ ต้องประลองกับท่านเจ้าสำนักลู่ให้สะใจ การต่อสู้ในขั้นแก่นทองคำ ข้าไม่เคยกลัวใครเลย”หลัวหงเซียมองสองคนที่ไร้ยางอายด้วยความเหยียดหยาม รู้สึกว่าการเป็นประมุขสำนักศักดิ์สิทธิ์ร่วมกับพวกเขาเป็นความอัปยศ“ท่านเจ้าสำนักลู่ใช้วิชาที่ไม่ด้อยเช่นกัน เป็นวิชาที่ข้าไม่เคยพบเคยเห็น ราวกับสร้างสำนักของตนเอง แค่จุดนี้ก็เพียงพอที่จะเอาชนะพวกผู้บำเพ็ญคนรุกเขาที่สลายพลังบำเพ็ญใหม่พวกนั้นได้แล้ว หากข้ายังอยู่ขั้นแก่นทองคำ เผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเซียนพวกนั้น ก็แค่มีโอกาสชนะเก้าส่วนสิบ ไม่มีอะไรน่าพูดถึง”ลู่หยางรู้สึกว่าทั้งสามคนสมควรเป็นประมุขสำนักจริงๆ ไม่เพียงต้องมีวิทยายุทธ์สูง