ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวได้ยินหลานถิงช่วยแก้ต่างให้ทั้งสองคน รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
บุญคุณนี้ใหญ่หลวงไม่ต่างจากการได้ชีวิตใหม่ ตรงกันข้ามกับเซียนอมตะที่ดูท่าจะสนุกกับการก่อกวน
โชคดีที่ลู่หยางไวพอ รีบปิดปากนางไว้แน่น ไม่อย่างนั้นชีวิตของเขาวันนี้คงยากจะคาดเดา
“ไปกันเถอะ กลับด้วยกัน”
อวี้จือทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านี้ แล้วเหาะลงไปที่เชิงเขา
ลู่หยางกับเมิ่งจิ่งโจวเห็นดังนั้นจึงรีบกล่าวลาหลานถิงและคนอื่นๆ แล้วตามไป
“พวกข้าขอตัวก่อน!”
“แล้วพบกันใหม่”
“มีโอกาสแวะมาเล่นที่สำนักวังเซียนเยว่กุยนะ”
ทั้งห้าคนแยกย้าย งานฉลองสิ้นสุดลง ต่างคนต่างมีธุระของตน ไม่อาจอยู่ด้วยกันตลอดไป
เมื่อลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจววิ่งมาถึงเชิงเขา อวี้จือก็เลิกม่านรถม้าขึ้น “ขึ้นรถ”
เมิ่งจิ่งโจวมองม้าแก่ด้วยสีหน้าประหลาด
ปกติม้าแก่ขนหยาบกร้าน หนังตาห้อย ดูเหมือนแก่จนอยากมีชีวิตไปวันๆ
แต่ม้าตัวที่อยู่ตรงหน้ากลับมีขนเป็นมันวาว กระปรี้กระเปร่า เป็นม้าพันธุ์ดีที่หายากยิ่ง
ไม่มีส่วนใดเหมือนกับม้าแก่ตัวเดิมเลย
อวี้จือมือหนึ่งจับโซ่วิญญาณ ปลายอีกด้านยื่นออกมาจากรถม้า
ท่านภัยพิบัติลอยอยู่นอกรถราวกับลูกโป่ง ดูน่าขันยิ่งนัก
ท่านภัยพิบัติเห็นม้าแก่ลดท่าทีหยิ่งยโสของราชันอสูรลง ยอมลากรถให้อวี้จือ ก็เชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองคาดเดา
ม้ามังกรราชันอสูรตัวนี้ต้องเป็นสัตว์อาชาของผู้บำเพ็ญครึ่งเซียนแน่นอน!
“พวกเจ้าอย่าได้หยิ่งผยอง อาจารย์หลวงต้อ