นึ่ง ลำบากตรากตรำบำเพ็ญจนถึงขั้นข้ามพิบัติ เขาฉลองใหญ่ เหมาหอนางโลมในเมืองหลวงทั้งหมด ปล่อยตัวเต็มที่เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ทำให้ราคาค่าเข้าหอนางโลมในเมืองหลวงพุ่งสูงขึ้นด้วยกำลังของคนๆ เดียว
นี่แหละที่เรียกว่าการบริโภคแก้แค้น ก็เป็นแบบนี้แหละ
รากฐานโสดไม่เหมือนกับพุทธศาสนา
พุทธศาสนาสอนให้ขจัดกิเลสตัณหา มองสาวงามเป็นเพียงโครงกระดูกที่แต่งแต้มด้วยชาดแดง เป็นเพียงเมฆหมอกผ่านตา ไม่คู่ควรแก่การยึดติด
แต่รากฐานโสดกลับไม่อาจขจัดกิเลสตัณหาเหล่านี้ได้ ซ้ำร้ายกิเลสตัณหายิ่งเพิ่มขึ้นตามระดับขั้นที่สูงขึ้น เผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาทำได้เพียงยับยั้งชั่งใจ อดทนไว้ อดทนจนถึงขีดสุด จนอาจถึงขั้นมองโครงกระดูกที่แต่งแต้มด้วยชาดแดงเป็นสาวงามก็เป็นได้
ลู่หยางยังพบวิชาพิเศษอีกเล่มหนึ่งชื่อ “วิชาบูชากาย” ดังชื่อที่บอก เป็นวิชาที่ต้องบูชาตัวเอง วิชานี้มาจากแนวคิดที่ว่าสรรพสิ่งล้วนเกิดจากธรรมชาติ และสุดท้ายก็ต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติ
ในเมื่อพวกเขาล้วนมาจากธรรมชาติ ทำไมจะไม่กลับคืนสู่ธรรมชาติเล่า?
การฝึกวิชานี้ จำเป็นต้องบูชาส่วนหนึ่งของร่างกาย เพื่อแลกกับพรสวรรค์อันทรงพลังและการเพิ่มระดับขั้น
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ฝึกวิชานี้มักจะตาบอดเป็นใบ้ ทำให้ร่างกายพิการไม่สมประกอบ ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายแทบจะกลายเป็นเปลือกว่างเปล่าจากการบูชา
วิชานี้ค่อนข้างสุดโต่ง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเป็นวิชามาร
ลู่หยางมีศิษย์พี่คนหนึ่ง