แม้จะไม่ค่อยเหมาะที่จะพูดเรื่องพ่อเที่ยวโสเภณีต่อหน้าลูกสาว แต่พอนึกถึงว่าตนเองทนทุกข์ทรมานกับความทรงจำของชิ่นห่าวเหรินมาขนาดไหน หลี่หาวเหรินก็ปลดภาระทางจิตใจ เล่าประวัติด่างพร้อยของชิ่นห่าวเหรินต่อ
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวแอบสังเกตชิ่นเหยียนเหยียน พบว่านางไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคืองหรือผิดหวังแต่อย่างใด
ชิ่นเหยียนเหยียนสังเกตเห็นท่าทางแอบๆ ของทั้งสอง จึงย้อนถาม “พวกเจ้าสองคนมองข้าทำไม คนในลัทธิมารจะเป็นคนดีได้อย่างไร ข้าถึงกับคาดการณ์สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้หรือ?”
ลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวคิดดู ก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองก็เป็นคนของลัทธิมารเหมือนกัน
หลี่หาวเหรินเล่าต่อ “ตอนนั้นชิ่นห่าวเหรินยังไม่ได้เป็นประมุข มักจะใช้เงินเท่าไรก็ได้เท่านั้น ไม่เคยเก็บออม ยึดหลักมีสุราวันนี้ก็ดื่มวันนี้”
“ดังนั้นเวลาไม่มีเงิน เขาก็มักจะขายร่างกาย ก็คือขายเลือดนั่นแหละ”
“แน่นอนว่าเขาก็มีความระมัดระวัง ก่อนขายเลือดก็ลบร่องรอยของตัวเองในเลือดก่อน เพราะมีวิชาที่ใช้เลือดสาปแช่งได้ ชิ่นห่าวเหรินก็หลีกเลี่ยงสถานการณ์แบบนั้น”
“หลังจากประมุขรุ่นก่อนหน้าสองรุ่นสิ้นใจไปด้วยความโมโหฉุนเฉียว ชิ่นห่าวเหรินคิดว่าลัทธิจิ่วอิ่วมีทั้งคนมากและเงินมาก เป็นประมุขแล้วจะใช้เงินอย่างไรก็ได้สินะ?”
“เขากวาดล้างอุปสรรคมากมาย เอาชนะคู่แข่ง ได้เป็นประมุขสมใจ แต่กลับพบว่าลัทธิจิ่วอิ่วไม่ได้รวยอย่างที่คิด”
“และตอนนี้จะถ