วดเร็วจนดูเป็นธรรมชาติ แววตาเต็มไปด้วยความเมตตาแบบผู้ออกบวช ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนใจบุญสุนทาน เสียงสั่งสอนของเมิ่งจิ่งโจวดังอยู่ข้างหูลู่หยาง
“อาจารย์เคยบอกข้าว่า มวยหลัวฮั่นเป็นมวยที่ชักนำผู้คนให้กระทำความดี ที่ว่าทะเลทุกข์ไร้ฝั่ง หันหลังกลับคือฝั่งนั้น หากสามารถใช้ชุดมวยนี้ทำให้ผู้คนวางกระบี่ กลับตัวกลับใจทำความดี มวยหลัวฮั่นก็ถือว่าถึงขั้นสูงสุดแล้ว น่าเสียดายที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังโง่เขลา ไม่อาจวางอาวุธในมือ หันมามุ่งทำความดี ดังนั้นผู้ที่สามารถฝึกมวยหลัวฮั่นจนถึงขั้นสูงสุดได้ ตลอดประวัติศาสตร์ก็มีเพียงสองสามคนเท่านั้น”
เมิ่งจิ่งโจวยกมือขึ้นแนบอก ท่าทางคล้ายพระอรหันต์ผู้บรรลุธรรมจริงๆ
“ขณะเรียนมวยหลัวฮั่น จิตใจก็สำคัญมาก ที่ดีที่สุดคือจินตนาการว่าตัวเองเป็นศิษย์พุทธ ตอนข้าเรียนมวยหลัวฮั่นถึงกับต้องไปศึกษาพระสูตรอยู่พักหนึ่ง”
“ท่องพระสูตรเหรอ?”
ลู่หยางรู้สึกว่าตนเองพบหนทางแล้ว ลู่หยางไม่จำเป็นต้องเรียนพระสูตรใหม่ ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในหอคัมภีร์เวลาว่างเขาก็เคยอ่านพระสูตรมาบ้างแล้ว ทั้ง《พระสูตรเพชร》《พระสูตรมิงหวาง》《พระสูตรหฤทัย》 อะไรพวกนี้ ได้ผลดีเยี่ยมในการทำให้ง่วงนอน
เขาค่อยๆ หลับตาลง ในสมองปรากฏใบหน้างดงามของเซียนอมตะ เซียนอมตะสวมชุดนอนสีเหลืองนวล เอียงคอมองลู่หยาง
“…เซียนน้อย ท่านยืนอยู่ข้างๆ ห้วงจิตของข้าได้ไหม ข้ากำลังจะทบทวนพระสูตร”
“อ๋อ”
เมื่อไม่เห็นเซียนอมตะในสายตาแล้ว ลู่