งจากรถ ลู่หยางพบว่าหลี่หาวเหรินยืนเคารพอยู่ข้างๆ ผู้อาวุโสที่ห้าโจวซินมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
“ผู้อาวุโสที่ห้า”
ลู่หยางคำนับอย่างเคารพ
“เฮอะๆ ลู่หยางสินะ ข้าฟังหาวเหรินเล่าทั้งหมดแล้ว ความคิดสร้างสรรค์ของเจ้าไม่เลว วันหน้าอาจกลายเป็นยานพาหนะหลักก็ได้”
“ผู้อาวุโสชมเกินไปแล้ว”
“คนที่รู้จักข้าล้วนรู้ว่า ข้าไม่มีนิสัยชมคน สิ่งที่เรียกว่ารถบินนี้จะนำผลประโยชน์มาให้เจ้าไม่น้อย”
“ผลประโยชน์?”
ลู่หยางไม่เข้าใจ
ผู้อาวุโสที่ห้าเอียงหน้าพูดกับหลี่หาวเหริน:
“พอดีเจ้าก็ออกจากกาบำเพ็ญแล้ว เจ้าควรคุ้นเคยกับงานหลักของเขาไป๋เลี่ยนพวกเรา
เขาไป๋เลี่ยนของเรามักมีสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อปกป้องสิทธิ์การประดิษฐ์ รับผลประโยชน์ จะไปจดสิทธิบัตรที่ทางราชการเป็นระยะ”
“เขาตันติ่งก็เช่นกัน นี่คือแหล่งรายได้หลักของเขาไป๋เลี่ยนและเขาตันติ่ง”
“พอดีอีกสองสามวันพี่ๆ ของเจ้าจะลงเขาไปจดทะเบียน เจ้าเรียบเรียงแนวคิดการประดิษฐ์ของลู่หยาง ไปกับพี่ๆ ของเจ้าด้วย”
ผู้อาวุโสที่ห้าพูดกับลู่หยางอีก:
“เจ้ามีพรสวรรค์ไม่เลว หัวดี เหมาะกับสำนักเวิ่นเต๋าของพวกเราโดยกำเนิด
เรียนกับหยุนจือให้ดี ต่อไปสำนักเวิ่นเต๋าเป็นของพวกเจ้า อย่าไปยุ่งกับไอ้เฒ่าเหลาจิ่วนั่น”
ลู่หยางหดคอ ตามหลักแล้วผู้อาวุโสที่ห้าด่าอาจารย์ เขาซึ่งเป็นศิษย์ควรออกหน้าเถียงสักหน่อย
แต่เขาคิดว่าตอนนี้เรียนรู้จิตใจ “สู้ไม่ได้ก็ยอม” ของเซียนอมตะก็ไม่เลว