ตอนที่หลันถิงยังไม่ได้วางค่ายกลรวมพลัง ทั้งสามคนต่างแยกกันบำเพ็ญ เสริมสร้างและยกระดับพลังขั้นสร้างฐานอย่างต่อเนื่อง หลังจากชั้นสองมีค่ายกลรวมพลัง ทั้งสี่คนมารวมกันบำเพ็ญ ยามว่างก็แลกเปลี่ยนประสบการณ์การบำเพ็ญ ได้ประโยชน์มากมาย
ยกตัวอย่างเช่น ลู่หยางรู้ว่าหม่านกู่จะไม่ท่องคำสอนปราชญ์ขณะยืนม้า เพราะถือว่าไม่เคารพปราชญ์ แต่หม่านกู่จะยืนม้าในขณะที่ท่องคำสอนปราชญ์
ยกตัวอย่างเช่น หม่านกู่รู้ว่าเมิ่งจิ่งโจวเพื่อฝึกพลังจิต กลางวันมักไปหอนางโลม แค่ฟังเพลงไม่ทำอย่างอื่น น่านับถือยิ่งนัก
ยกตัวอย่างเช่น เมิ่งจิ่งโจวรู้ว่าลู่หยางเวลากินของติดฟัน จะใช้พลังกระบี่บางเท่าขนวัวแคะของในซอกฟันออก เป็นวิธีบำเพ็ญแบบใหม่
ยกตัวอย่างเช่น หลันถิงรู้ว่าดินแดนกลางเคยถูกหลอมจากดวงดาว
“ไม่น่าเชื่อว่ามีเรื่องแบบนี้” หลันถิงเหม่อลอย เรื่องนี้กระทบนางมาก ข่าวนี้ยังช่วยไขข้อข้องใจบางอย่างของนาง
“ข้องใจเรื่องอะไร?”
หลันถิงครุ่นคิดแล้วเห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่พูดไม่ได้ “พวกเจ้าก็รู้ ชื่อสำนักเยว่กุยเซียนกงของพวกเรามีความหมายสองชั้น หนึ่งคือในสำนักเต็มไปด้วยต้นเยว่กุย สองคือสำนักเชื่อว่าดวงจันทร์มีความหมายพิเศษบางอย่าง”
สำนักเยว่กุยเซียนกงสร้างอยู่บนยอดภูเขาหิมะ ก็เพื่อให้ใกล้ดวงจันทร์ เห็นได้ชัดว่าดวงจันทร์มีความสำคัญต่อสำนัก
“ตอนที่ข้าเข้าสำนักเยว่กุยเซียนกง ข้าถามอาจารย์ว่าทำไมดวงจันทร์จึงมีความหมายพิเศษ แล้วดวงอาทิตย