่งจิ่งโจวและหม่านกู่ต่างดีใจที่ตอนนั้นเลือกที่จะสร้างเรื่องใส่ร้ายชิ่นหยวนหาว ไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากทางการ
ไม่อย่างนั้นจะมีร้านย่างที่คึกคักขนาดนี้ได้อย่างไร
ลู่หยางรู้สึกว่าจุดสนใจของพวกเขาอาจจะไม่ถูกที่
“แค่ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นสายลับที่หัวหน้าสาขาชูส่งมา” ทั้งสี่คนลำบากใจ พวกเขาไม่รู้ว่าใครในศาลมีสิทธิ์รู้เรื่องกระดาษเหลือง
“ไม่ต้องกลัว รอเจ้าเป็นหัวหน้าสาขาก็รู้ว่าใครเป็นสายลับ หัวหน้าสาขาชูเห็นความสำคัญของเจ้าขนาดนี้ ก่อนไปต้องบอกเจ้าแน่!” เมิ่งจิ่งโจวหัวเราะร่า ไม่คิดว่าลู่หยางจะได้เลื่อนตำแหน่งเร็วขนาดนี้
ถ้าลู่หยางเลื่อนตำแหน่ง เขากับหม่านกู่จะวุ่นวายในมณฑลเหยียนเจียงอย่างไรก็ได้
มีคนคุ้มครองนี่แหละดี
ขณะที่ทั้งสี่คนกำลังคุยกันสนุก ก็มีเสียงเคาะประตูของหัวหน้าเว่ยดังมาจากนอกประตู
“เถ้าแก่ลู่ ข้ามาส่งธงชมเชยให้อีกแล้ว”
ลู่หยางเปิดประตู ต้อนรับหัวหน้าเว่ยอย่างกระตือรือร้น
“อ้าว อยู่กันพร้อมหน้านี่ สนุกจัง” หัวหน้าเว่ยเอ่ยลอยๆ
“พวกเรากำลังคุยเรื่องคดีเมื่อวาน”
ได้ยินลู่หยางพูดแบบนั้น หัวหน้าเว่ยก็เตือนอย่างจริงจัง “เถ้าแก่ลู่ คดีเมื่อคืนเจ้าต้องเก็บเป็นความลับ อย่าไปเล่าให้คนอื่นฟัง”
“ข้าก็รู้ว่าพวกเจ้าไม่ใช่คนธรรมดา เป็นผู้บำเพ็ญที่มาใช้ชีวิตที่นี่ บางครั้งก็ช่วยเหลือคนด้วย”
“แต่ครั้งนี้ต่างออกไป ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับผู้บำเพ็ญฝ่ายมารที่โหดเหี้ยม พลาดนิดเดียวอาจเป็นอันตร