ในสำนักเวิ่นเต๋ามีกิจการมากมาย กิน ดื่ม เล่น สนุก มีครบทุกอย่าง การบำเพ็ญเซียนไม่ใช่การปลีกวิเวก การฝึกฝนที่น่าเบื่อก็ไม่อาจเป็นเซียนได้ กิจการบันเทิงที่ควรมีก็มีครบ
อย่างเช่นหม้อไฟเสฉวนที่กล่าวถึงก่อนหน้า หรืออย่างหอไป๋เซียงที่ทั้งสามกำลังจะไป
ลู่หยางได้ยินว่าแต่ก่อนสำนักเวิ่นเต๋าไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่ก่อนการบำเพ็ญก็คือการบำเพ็ญ ไม่ยุ่งกับของไร้สาระพวกนี้ที่มีผลต่อจิตใจแสวงหาธรรมะ
ต่อมาเจ้าสำนักเก่าและผู้อาวุโสรุ่นก่อนเกษียณ เจ้าสำนักและผู้อาวุโสแปดท่านขึ้นดำรงตำแหน่ง สำนักเวิ่นเต๋าก็เปลี่ยนไปในทันที ส่งเสริมให้ทุกคนบำเพ็ญเมื่อควรบำเพ็ญ พักผ่อนเมื่อควรพักผ่อน ทำงานและพักผ่อนให้สมดุล
พูดตามพวกเขาคือ หากของพวกนี้มีผลต่อจิตใจแสวงหาธรรมะ แล้วจะบำเพ็ญเป็นเซียนบ้าอะไรกัน
ลู่หยางรู้สึกว่าบรรยากาศในสำนักเวิ่นเต๋าตอนนี้ไม่ถูกต้อง รอให้เขาเป็นผู้บริหารสำนักเวิ่นเต๋า จะต้องจัดการให้เรียบร้อย
ในหอไป๋เซียงเสียงคนดังอึกทึก ศิษย์สำนักเวิ่นเต๋าหลายคนหลังทำภารกิจเสร็จหรือเหนื่อยจากการฝึกฝน ล้วนชอบมารวมตัวกินข้าวที่นี่ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การฝึกฝน ประสบการณ์ทำภารกิจ เป็นต้น
ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น แค่รสชาติก็ดีกว่าโรงอาหารแล้ว
“เซี่ยวเอ้อ โต๊ะเก้าที่จองไว้ก่อน ตะเกียบสามชุด อาหารเอาตามที่สั่งไว้”
“ได้ขอรับ รอสักครู่นะขอรับ”
ขึ้นไปชั้นสอง กลิ่นอาหารจากโต๊ะอื่นลอยมา หอมฟุ้ง ทำให้น้ำลายไหล เจริญอาหารโดยไ