ขอไปที: “ขอแสดงความยินดีที่พวกเจ้าได้เป็นศิษย์สำนักเวิ่นเต๋า”
อวี้จือโบกมือขาว กำไลที่ข้อมือส่งเสียงกรุ๋งกริ๋ง หมอกน้ำลอยขึ้นมา กลายเป็นก้อนเมฆ รองรับทุกคนไว้
ลู่หยางยืนอยู่บนเมฆ มองเห็นพื้นดินห่างออกไปเรื่อยๆ พยายามกลืนน้ำลาย หัวใจแทบจะกระเด้งขึ้นมาติดคอ
แม่เจ้า การบำเพ็ญเซียนช่างตื่นเต้นจริงๆ
อวี้จือยืนอยู่บนเมฆ เอ่ยกับศิษย์น้องชายหญิงที่กำลังจัดการงานเก็บกวาดอยู่เบื้องล่าง: “วันนี้ลำบากพวกเจ้าแล้ว เมื่อเก็บกวาดเสร็จ พวกเจ้าก็กลับไปทำธุระของตนได้”
เหล่าศิษย์น้องรับคำพร้อมเพรียง “ขอรับ/เจ้าค่ะ” จากนั้นก็เปล่งเสียงนับ หนึ่ง-สอง-สาม หนึ่ง-สอง-สาม พลางรื้อถอนและขนย้ายบันไดที่ลู่หยางสองคนสร้างไว้
จะปล่อยให้บันไดตั้งอยู่บนภูเขาถามใจได้อย่างไร
บนก้อนเมฆ ลู่หยางไม่กล้าลืมตามองเลย แต่เขาได้ยินคนอื่นต่างพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น ชื่นชมทิวทัศน์งดงาม เขาก็อดใจไม่ไหว ลืมตาขึ้นมอง ทันใดนั้นก็ถูกภาพเบื้องหน้าตรึงตาตรึงใจ มองเหม่อไปอย่างตะลึงงัน
ภูเขาลูกหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางหมู่เขา สูงพันวาทะลุเมฆา สี่ด้านชันดิ่งดูราวกับกระบี่เซียนที่ผ่านการหลอมร้อยครั้ง สง่างามยิ่งใหญ่ ภูเขาแปดลูกที่แผ่รัศมีประหลาดล้อมภูเขากลางเอาไว้ รอบนอกสุดยังมีเทือกเขาสลับซับซ้อนโอบล้อมภูเขาเก้าลูกที่เป็นแกนกลางนี้
ภูเขาซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ดูราวกับดอกบัวที่กำลังเบ่งบาน ชวนให้ใจลอยไปกับมัน!
หมอกบางๆ ปกคลุมภูเขาเก้าลูก ยิ่งเ