ที่ผ่านด่านที่สองก็ไม่บ่น
…
“ด่านที่สองง่ายมาก” หม่านกู่พูด “แค่พูดความจริงก็พอ”
ทุกคนที่รอด่านที่สามพยักหน้าเห็นด้วย ทุกคนทำเหมือนที่หม่านกู่พูด
“อะไรนะ? ที่แท้ไม่ใช่ให้พวกเรากระโดดลงแม่น้ำ แย่งขวานมาจากวิญญาณแม่น้ำหรอกหรือ?” เมิ่งจิ่งโจวร้อง ทำไมคนอื่นทำไม่เหมือนเขา?
ลู่หยางมองเมิ่งจิ่งโจวด้วยสายตาดูถูก รู้สึกว่าเขาช่างโง่ “ถ้าวิญญาณแม่น้ำไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เป็นตัวจริง เจ้าก็จะไปหาเรื่องวิญญาณแม่น้ำน่ะสิ”
“เจ้าควรทำเหมือนข้า ขอขวานจากวิญญาณแม่น้ำมาแล้วโยนทิ้งลงแม่น้ำทั้งหมด ด้วยวิธีนี้ขวานทั้งสามเล่มก็จะนับว่าเป็นของที่พวกเราทำตก”
เมิ่งจิ่งโจวเข้าใจแจ่มแจ้ง “เจ้าช่างฉลาดจริงๆ”
ทุกคนมองลู่หยางและเมิ่งจิ่งโจวที่กำลังสรุปประสบการณ์อย่างเงียบๆ เริ่มสงสัยว่าวิธีผ่านด่านของพวกตนผิดหรือ?
หม่านกู่พยักหน้าเบาๆ เขาจำได้ว่าบิดาเคยบอกว่า ชนเผ่าโบราณเกือบสูญพันธุ์ก็เพราะความหยิ่งผยองและไม่ใส่ใจการเรียนรู้ ในฐานะลูกหลาน ต้องเอาชนะจุดอ่อนนี้ให้ได้ ถ่อมตนเรียนรู้จากผู้อื่น
หม่านกู่รู้สึกว่าตนเองพบแบบอย่างในการเรียนรู้แล้ว
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงว่าวิธีผ่านด่านที่ถูกต้องคืออะไร อวี้จือ ไต้ปู้ฟาน และศิษย์สำนักเวิ่นเต๋าก็ปรากฏตัว
มุมปากของไต้ปู้ฟานมีรอยยิ้ม เขาพลิกฝ่ามือ ภูเขาขนาดเท่าฝ่ามือปรากฏขึ้น ภูเขาขยายใหญ่ขึ้นตามลม เพียงสองสามลมหายใจก็สูงถึงร้อยจั้ง
ทุกคนอุทานเบาๆ แม้แต่ในหมู่ผู้บำเพ็ญเซียนก็