เขาเพียงแต่กล้าพูดคุยถึงความเป็นไปได้ จากนั้นแสดงความชื่นชมออกมาอ อย่างระมัดระวัง
ตอนนี้มีอยู่สามคนที่ถูกมองว่ามีโอกาสที่จะเป็นเจ้าสำนักชิงซาน นั่นก็คือฟางจิ่งเทียนที่เป็นเจ้าแห่งยอดเขาซีไหล นักพรตกว่างหยวนที่เป็นเจ้าแห่งยอดเขาซื่อเยวี่ย และฝูว่างที่เ เป็นเจ้าแห่งยอดเขาอวิ๋นสิง
แต่แน่นอนว่าถ้าหากหยวนฉีจิงไม่สนใจความรู้สึกของศิษย์ยอดเขาเทียนกวงและดึงดันที่จะเอาตำแหน่งเจ้าสำนักนี้ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหยุดยั้งเขาซึ่งเป็นกฎแห่งกระบี่แห่งชิงซานได้เช่ นกัน
ลมฤดูใบไม้ร่วงสายหนึ่งพัดมา ซีอี้อวิ๋นมาเยือนเรือนตระกูลเจ้า
เขายืนคารวะอยู่ริมทะเลสาบ ก่อนกล่าวว่า “อาจารย์อยากจะทราบชื่อ”
ความจริงเขาไม่เข้าใจเลย ต่อให้จิ๋งจิ่วจะเป็นศิษย์หลานของนักพรตจิ่งหยางหรือกระทั่งอาจจะเป็นลูกของนักพรตจิ่งหยาง แต่สุดท้ายเขาก็เป็นเพียงผู้อาวุโสรุ่นสองที่มีอายุน้อยที่สุด ในสำนักชิงซานเท่านั้น แล้วเขาจะมีอิทธิพลต่อตำแหน่งเจ้าสำนักชิงซานได้อย่างไร เหตุใดท่านเจ้าเรือนถึงให้ความสำคัญกับความเห็นของเขาถึงเพียงนี้?
จิ๋งจิ่วคิดในใจ ปู้ชิวเซียวส่งศิษย์มาก็คิดอยากจะถามให้ได้คำตอบเช่นนี้ นี่มันจะต่างอะไรกับการรีดไถ จึงกล่าวว่า “ไม่ใช่ฝูว่าง”
เมื่อกล