จัวหรูซุ่ยรู้สึกค่อนข้างประหลาดใจ ในใจคิดว่าท่านมองข้าทำไม? ทันใดนั้นเขาพลันได้ยินเสียงปรบมือดังขึ้นมาจากด้านล่าง จึงเดินไปริมหน้าต่างมองลงไป
บริเวณโถงของเหลาสุราภายในที่พักเซียนมีโต๊ะตัวหนึ่งวางอยู่ นักเล่านิทานผู้นึงยืนอยู่ข้างโต๊ะ พลางกล่าวด้วยอารมณ์ตื่นเต้นว่า “เมื่อวานพวกเราเล่าถึงงานชุมนุมเหมยฮุ่ยเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ดอกเหมยเลือดที่อยู่ในภาพผืนนั้นกระจัดกระจายเป็นดวงดวง ไม่สามารถนับได้ เรียกได้ว่ามหัศจรรย์เป็นยิ่งนัก ว่ากันว่าตอนนี้ภาพภาพนั้นถูกฝ่าบาทเก็บซ่อนเอาไว้ภายในวัง ก็เหมือนกับหมากล้อมกระดานนั้น งานประลองวิถีพรตดำเนินมาถึงตอนนี้ ไม่ว่าใครต่างก็รู้ว่าอาจารย์เซียนจิ๋งจิ่วนั้นไม่มีใครสามารถต่อกรได้แล้ว แต่ใครจะไปคิดบ้างว่าในเวลานี้เอง ที่ราบหิมะพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาอย่างกะทันหัน….”
จิ๋งจิ่วย่อมไม่สนใจฟังเรื่องเหล่านี้ เขาเดินเข้าไปนั่งในห้อง ส่งสัญญาณบอกให้กู้ชิงตักน้ำแกงขาวให้ตนเองชามหนึ่ง
กู้ชิงรู้สึกตกใจ รีบตักน้ำแกงมาชามหนึ่ง ฟองที่อยู่บนน้ำแกงก็ตักออกจนสะอาด ไม่มีคราบน้ำมันเลยแม้แต่หยดเดียว
หลิ่วสือซุ่ยสังเกตเห็นถึงรายละเอียดนี้ รู้สึกนับถือเป็นยิ่งนัก
จิ๋งจิ่วจิบชาเป็